น่านไง

แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ ดินแดนส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง

เมืองน่านเริ่มปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อสมัยพญาภูคาในปี พ.ศ. 1825 มีศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) โดยมีคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองเป็นเขตเมือง ต่อมาพระยาภูคาได้ส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว (ภายหลังเจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรของขุนฟองขึ้นครองเมืองปัวแทน) เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัยจึงให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน โดยมอบให้ชายาของเจ้าเก้าเถื่อน คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลเมืองปัวแทน ในช่วงนั้นเอง พญางำเมืองเจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา ได้เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพมาตีเมืองน่านคืน และสถาปนาตัวเองเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมืองปัวระหว่างปี 1865 – 1894 ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัวได้มีการขยายตัวมากขึ้น และมีความสัมพันธ์อันดีกับเมืองสุโขทัย

น่านเป็นอิสระจนถึงปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราชกษัตริษ์นครเชียงใหม่ ยกทัพมาตีเมืองน่าน เพราะอยากได้เกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่หาได้ยากทางภาคเหนือ พญาอินต๊ะแก่นท้าวผู้ครองเมืองน่านสมัยนั้น ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา

ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 – 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและต้องเป็นเมืองร้างไร้ผู้คนถึงในช่วง ปี พ.ศ. 2247 – 2249 และ พ.ศ 2321 – 2344 และกลับมาเป็นของสยามประเทศในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชที่สามารถตีล้านนาคืนมาจากพม่าได้ ในปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีย์เพื่อขอครองเมืองน่าน แต่เพราะยังรกร้างอยู่จึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) หลังจากชาวบ้านซ่อมแซมเมืองน่านเสร็จแล้วในปี พ.ศ. 2344 จึงได้เข้าไปปกครองเมืองน่าน ในฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราชตั้งแต่นั้นมา อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ที่นี่

น่านจังหวัดที่เขาว่าเป็นเมืองน่าเที่ยวที่ต่อไปหลังจาก อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอนโดนเหล่ารีสอร์ทครอบครอง เป็นจังหวัดที่ไม่อยู่ในแผนเที่ยวประวัติศาสตร์ของพี่เพราะไม่มีประวัติของตัวเองเท่าไหร่ เป็นเพียงเมืองเล็กๆในภาคเหนือที่มีอาณาจักรอื่นผลัดกันปกครอง (แต่สำหรับภาคอีสานยกเว้น ถึงไม่มีประวัติศาสตร์ของตัวเองแต่ปราสาทขอมมันยิ่งใหญ่ 555) อีกทั้งจังหวัดน่านอยู่ไกลแล้วเป็นพื้นที่ชายขอบที่ไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ ประมาณไม่ตั้งใจจริงอย่าได้มาเชียว

โชคดีมีโอกาสได้ไปเที่ยวก็เมื่อกลางเดือน กรกฎาคม 56 ไปดูงานก่อสร้างที๋โรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว ต้องผ่านจังหวัดน่านพอดี เลยหาที่เที่ยวในเนตเผื่อมีเวลา แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะพอลองจัดแผนการเดินทาง เวลาเที่ยว …ไม่มี ! ถ้าจะเที่ยวคงแค่ตอนเช้าและก่อนนอนคงไม่ได้ถ่ายอะไรเท่าไหร่ เลยเอากล้องคอมแพคตัวเล็กของแม่ไปก็พอ NEX มันเกะกะ

ออกเดินทางจากกทม. แปดโมงเช้า ไปถึงที่พักจังหวัดน่านประมาณ หกโมงครึ่ง ต้องรอรถตู้อีกคันกับคนจากสนามบินประมาณหนึ่งทุ่ม ระหว่างรอเลยมีเวลาเดินเที่ยวประมาณครึ่งชั่วโมง เลยไปเที่ยววัดที่เห็นจากตอนนั่งรถเลย มีวัดอะไรบ้าง ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นล่ะ

พักที่โรงแรมเทวราชคืนละ 700 ไม่เอาอาหารเช้าเหลือ 600 โรงแรมใหญ่ แต่เก่า ตั้งอยู่กลางเมืองเดินเที่ยวสะดวก

พักที่โรงแรมเทวราชคืนละ 700 ไม่เอาอาหารเช้าเหลือ 600 โรงแรมใหญ่ แต่เก่า ตั้งอยู่กลางเมืองเดินเที่ยวสะดวก

วัดกู่คำ

วัดใกล้โรงแรมที่สุด เป็นวัดไม่เก่าเท่าไหร่ มีมาตั้งกะปี พ.ศ. 2410 สร้างโดยชาวไทยใหญ่นามว่านายฮ้อยพก่าคำปุก จากเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ได้อพยพมาทำมาหากินในเขตจังหวัดน่าน โดยมีอาชีพรับสัมปทานป่าไม้ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า “นายฮ้อยไม้” นายฮ้อยพก่าคำปุก ได้แต่งงานกับแม่ศรีคำ ซึ่งเป็นคนเมืองน่านในสมัยนั้นไม่มีนามสกุล และทั้งคู่ได้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2464

…แต่ๆๆๆ ตำนานเขาว่าแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาน้อยแล้วพัก เห็นริมน้ำห้วยไคร้สวยงามเลยลงไปเล่นน้ำ ตอนนั้นเองพระยามลราชเจ้าเมืองนันทบุรีมาอาบน้ำพร้อมนางสัณฐมิตราชเทวีพบเข้าเลยถาม “เอ็งเป็นใคร” พระพุทธเจ้าจึงตอบกลับ “เราคือตถาคต เป็นครูทั้งสามโลก” เมื่อรู้ดังนั้นเลยเอาผ้าถวาย พระพุทธเจ้าจึงเอาไปให้พระอานนท์ใช้เปลี่ยนและตากไว้ พอพระพุทธเจ้าจะนั่งเจ้าเมืองเลยสั่งนางเทวีไปเอาอาสนะที่วังหลวงมาปูไม่ให้ตูดช้ำ แต่ไปนานเหลือเกิน เลยวิ่งไปเอามาเองพร้อมสมอแห้ง 7 ลูก พอพระพุทธเจ้าจะจากไปก็สั่งพระอานนท์ให้เอาผ้าไปด้วย ทันใดนั้นผ้ากลายเป็นทองส่องรัศมีไปทั่วป่าไผ่ยังกับโกลด์ครอธแห่งเซนท์เซย่า พระอานนท์เห็นแล้วอึ้งเลยขอเอาผ้านี้ไว้ที่นี่เพื่อมนุษยชาติและเหล่าเทวดาเถิด พระพุทธเจ้าเลยเอาผมมาให้เส้นนึงใส่ไว้ แล้วพระอินทรืโผล่มาจากไหนไม่รู้เสกอุโมงก์ลึก 7 วามาให้ใส่เส้นผมและผ้าทอง (แล้วสมอ 7 ลูกไม่เห็นมีส่วนกับเนื้อเรื่องเลยอ่ะ) ตำนานนี้เองทำให้ชาวบ้านเรียกว่านี้ว่า “วัดไผ่เหลือง”

วัดกู่คำ

วัดกู่คำ

เรียกปางอะไรลืมไปแล้ว

เรียกปางอะไรลืมไปแล้ว

พระประธาน

พระประธาน

วัดพระธาตุช้างค้ำ

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือ วัดหลวงกลางเวียง เป็นวัดหลวงตั้งแต่สมัยอดีต สร้างโดยพญาภูเข่ง เมื่อราวปี พ.ศ. 1949 ภายในวัดมีสิ่งน่าสนใจอยู่สามสิ่งคือ พระพุทธนันทบุรีศรีสากยมุนี ที่เป็นพระพุทธรูปทองคำสูง 1.45 เมตร สร้างโดยเจ้างั่วผาสุมผู้ครองเมืองน่านสมัยที่14 ในปี พ.ศ. 1969 สิ่งต่อมาคือพระเจ้าหลวงที่อยู่ในวิหาร และสุดท้ายคือเจดีย์พระธาตุช้างค้ำนั่นเอง

เสียดายปิดซ่อมเลยอดเห็นพระทองคำเลย (ตอนไปตอนเย็นวัดก็ปิดเข้าวิหารไม่ได้แล้ว)

เสียดายปิดซ่อมเลยอดเห็นพระทองคำเลย (ตอนไปตอนเย็นวัดก็ปิดเข้าวิหารไม่ได้แล้ว)

วัดพระธาตุช้างค้ำ

วัดพระธาตุช้างค้ำ

...

อีกมุมจากพิพิธภัณฑ์ฝั่งตรงข้าม

องค์พระธาตุช้างค้ำ

องค์พระธาตุช้างค้ำ

วัดภูมินทร์

วัดนี้มีชื่อเดิมคือวัดพรหมมินทร์สร้างในสมัยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ (ตรงกับสมัยพระนเรศวรแห่งอยุธยา) ภายในวัดมีจิตรกรรมที่ถือว่าเป็นศิลปะของสกุลช่างเมืองน่านแท้ (เป็นสาขาหนึ่งของสกุลช่างล้านนา) ที่มีอายุราวพุทธศตวรรตที่ 24 – 25

ข่วงเมืองน่าน คือลานกิจกรรมที่ใช้มาแต่โบราณ

ข่วงเมืองน่าน คือลานกิจกรรมที่ใช้มาแต่โบราณ

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์

...

พระพุทธมหาพรหมอุดมสักยมุนี

จิตรกรรมฝาผนัง

จิตรกรรมฝาผนัง

ปู่ม่าน-ย่าม่าน กระซิบบรรลือโลก

ปู่ม่าน-ย่าม่าน กระซิบบรรลือโลก

ปู่ม่านย่าม่าน จากภาษาล้านนาแปลว่า หนุ่มสาวชาวม่าน (ม่านใช้เรียกชาวพม่า) วาดโดย “หนานบัวผัน” หรือ ทิดบัวผัน สล่า(ช่างวาด)ชาวไทลื้อ อาจารย์สน สีมาตรั้ง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ตั้งข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นภาพตัวศิลปินเองกับคนรักของเขานั้น แต่ทว่าชายหนุ่มในภาพขมวดผมไว้กลางกระหม่อม พร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลยลุนตะยาแบบพม่าพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า มีสักยันต์สีแดงตามลำตัว ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชาวไทใหญ่สอดคล้องกับตัวอักษรล้านนาที่เขียนกำกับไว้ว่า “ปู่ม่านญ่าม่าน”ซึ่งจะแปลว่าหนุ่มสาวชาวพม่า หรือชาวไทใหญ่ที่อยู่ในเขตพม่าก็ได้ ดังนั้น อาจารย์วินัย จึงเชื่อว่าชายหนุ่มในภาพนี้ ไม่น่าเป็นภาพตัวศิลปินผู้วาดเพราะมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้แล้วว่า ศิลปินผู้วาดคือ “หนานบัวผัน” นั้นเป็นชาวไทลื้อ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า ล้านนาตกเป็นประเทศราชของหงสาวดีกว่า 200 ปี วัฒนธรรมได้ฝังแน่นคลุกเคล้าผสมปนเปกับวัฒนธรรมของชาติพันธุ์เผ่าต่าง ในเมืองน่าน ศิลปิน “หนานบัวผัน” จึงถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตนผ่านภาพเขียนเป็นภาพหญิงสาวแสนสวยชายตาแสดงความกรุ้มกริ่มในอารมณ์คู่รักหนุ่มชาวพม่า…หนานบัวผันไม่ได้เขียนบุคคลที่เป็นตัวตน หากแต่เขียนภาพความสมบูรณ์ของบุคคลในความรู้สึกนึกคิดความรู้สึก และความศรัทธาในความ “ขลัง” มากกว่าจะเขียนภาพตามคติและความเป็นจริง (วินัย ปราบริปู จากบทความ ‘ภาพหนุ่มกระซิบบันลือโลก ณ วัดภูมินทร์ เป็นภาพศิลปินจริงหรือ?)

...

สถูปเจดีย์พระมาลัย โปรดโลก

นรกเล็กๆ

นรกเล็กๆ

บ้านระหว่างทาง

บ้านระหว่างทาง

วัดมิ่งเมือง

เสาหลักเมืองน่าน ไม่ใช่ของเก่าอย่างเสาหลักเมืองจังหวัดอื่นในภาคเหนือเท่าไหร่ เพิ่งมาสร้างในสมัยสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถะวรปัญโญ เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2333 (สมัยกรุงเทพนี้เอง) เดิมเป็นเสาไม้สักทองขนาดใหญ่ จนมีน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2506 จึงพังไปและได้สร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2514 โดยให้ หลวงปู่โง่น โสรโย จากจ.พิจิตรเป็นช่างก่อสร้าง

ส่วนตัวอุโบสถยิ่งใหม่ไปใหญ่ วัดเดิมสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2400 แต่ถูกวัดใหม่ “แทนที่” ในปี พ.ศ. 2529 นำโดยพระครูสิริธรรมภาณี (เสน่ห์ ฐานสิริ) และมีช่างพื้นบ้านของน่านนามสล่าเสาแก้ว เลาดีมาช่วยทำลายปูนปั้นใช้เวลา 5 ปีในการปั้นจนเสร็จ เขาว่าที่นี่เป็นต้นแบบของวัดร่องขุ่นแห่งเชียงราย

วัดมิ่งเมือง

วัดมิ่งเมือง

เสาหลักเมือง

เสาหลักเมือง

ปูนปั้นละเอียดจริง

ปูนปั้นละเอียดจริง

...

พระประธานที่มีมาแต่เดิม

วัดหัวข่วง

วัดหัวข่วงเขาว่าสร้างในสมัยล้านนาตอนปลาย (พุทธศตวรรษ 20-22) มาถึงช่วงทุ่มนึงวัดก็ปิดแล้ว ข้างในว่ามีจิตกรรมอันงดงาม ยอดขององค์เจดีย์เป็นทรงระฆังมีขนาดเล็กไม่มีบัลลังก์คล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมลี ซึ่งเป็นศิลปะที่ดัดแปลงตามแบบของช่างเมืองน่าน

วัดหัวข่วง

วัดหัวข่วง

ตอนเช้าวันที่ 17 แวะมาถ่ายพระประธานตอนเช้า

ตอนเช้าวันที่ 17 แวะมาถ่ายพระประธานตอนเช้า

หมดเวลาเดินเที่ยวแล้วไปกินร้านมีชื่อของที่นี่ ปุ้ม 3

ร้านปุ้ม 3 ของขึ้นชื่อที่แวะแล้วต้องกินของที่นี่คือมัสมั่นไก้กับโรตี แต่กินแล้วไม่ค่อยชอบเพราะไก่ไม่มีมัน ใครรักสุขภาพอาจจะชอบ

ร้านปุ้ม 3 ของขึ้นชื่อที่แวะแล้วต้องกินของที่นี่คือมัสมั่นไก้กับโรตี แต่กินแล้วไม่ค่อยชอบเพราะไก่ไม่มีมัน ใครรักสุขภาพอาจจะชอบ

บรรยากาศตอนกลางคืน สงบเงียบ

บรรยากาศตอนกลางคืน สงบเงียบ

หลังกินข้าวเสร็จไปนั่งรถชมวิวรอบเมืองน่าน

วัดสวนตาล

วัดสวนตาลสร้างขึ้นโดยพระนางปทุมมาวดีชายาของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อราว พ.ศ. 1955 เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองน่านด้านพิศเหนือ ในบริเวณที่เป็นสวนตาลหลวง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด ตัวเจดีย์หลังวิหารนั้น เดิมเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ภายในวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระเจ้าทรงทิพย์ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่พระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่ให้สร้างขึ้นในปี  พ.ศ. 1993 เพื่อแสดงถึงชัยชนะ ที่ยึดเมืองน่านได้

วัดสวนตาล

วัดสวนตาล

หลวงพ่อทิพย์

หลวงพ่อทิพย์

ข้างหลังมีเจดีย์ แต่มืดและเดินคนเดียวกลัวง่ะ เลยถ่ายไกลๆ -.-

ข้างหลังมีเจดีย์ แต่มืดและเดินคนเดียวกลัวง่ะ เลยถ่ายไกลๆ -.-

ก่อนเข้านอนเตรียมตัวไปดูงาน (ข้าม 1 วัน)

ต้องออกเดินทางแต่เช้า 6โมงครึ่ง ทางโรมแรมเตรียมอาหารไม่ทัน (ไม่เอาอาหารเช้าลด 100) เลยต้องไปหากินที่ตลาดตรงข้ามโรงแรมมีของขายเยอะเลย

ต้องออกเดินทางแต่เช้า 6โมงครึ่ง ทางโรมแรมเตรียมอาหารไม่ทัน (ไม่เอาอาหารเช้าลด 100) เลยต้องไปหากินที่ตลาดตรงข้ามโรงแรมมีของขายเยอะเลย

วันนี้ไม่มีที่ที่ อยู่ลาวทั้งวัน

วันนี้ไม่มีที่ที่ อยู่ลาวทั้งวัน

มื้อเย็นกินที่สวนอาหารสะเนียน รสก็อร่อยดี ราคาไม่รู้ เพราะรวมจ่าย

มื้อเย็นกินที่สวนอาหารสะเนียน รสก็อร่อยดี ราคาไม่รู้ เพราะรวมจ่าย

ระหว่างกิน มีซ้อมแข่งเรือ

ระหว่างกิน มีซ้อมแข่งเรือ

เช้ามาวันที่ 3 ที่เมืองน่านเตรียมตัวออกเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ขอแวะชมสถานที่รวมประวัติศาสตร์หน่อยละกัน

มื้อเช้าของโรมแรมเทวราช มีให้เลือกเยอะและอร่อยมาก

มื้อเช้าของโรมแรมเทวราช มีให้เลือกเยอะและอร่อยมาก

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน

เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช พระเจ้าน่าน ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2446 แต่เมื่อหมดยุคเจ้าเมืองเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอันมีผู้ว่าราชการจังหวัดปกครองหลายๆที่ก็ยึดคืนหลวงได้แล้วก้เอามาเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดซะ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

ประติมากรรมสลักรูปแพะ

ประติมากรรมสลักรูปแพะ

ชั้นล่างเป็นแสดงการกินอยู่ของชาวบ้าน

ชั้นล่างเป็นแสดงการกินอยู่ของชาวบ้าน

ศิลาจารึกหลักที่ 64 อักษรไทยสุโขทัยคาดว่าสลักเมื่อพุทธศตวรรตที่ 20 พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

ศิลาจารึกหลักที่ 64 อักษรไทยสุโขทัยคาดว่าสลักเมื่อพุทธศตวรรตที่ 20 พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

หลักที่ 74 เป็นอักษรธรรมล้านนาไทย สลักไว้เมื่อปี พ.ศ. 2091 ที่วัดช้างค้ำ

หลักที่ 74 เป็นอักษรธรรมล้านนาไทย สลักไว้เมื่อปี พ.ศ. 2091 ที่วัดช้างค้ำ

เจ้าศรีพรหมมา พระนางน่าน รูปนี้ถ่ายโดย รัชกาลที่ 5

เจ้าศรีพรหมมา พระนางน่าน รูปนี้ถ่ายโดย รัชกาลที่ 5

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสมัยอยุธยา

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสมัยอยุธยา

ท้าวชุมพล คชลักษมี ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรตที่ 13 - 14 จากเมืองจันเสน จ.นครสวรรค์

ท้าวชุมพล คชลักษมี ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรตที่ 13 – 14 จากเมืองจันเสน จ.นครสวรรค์

พระกลุ่มนี้อยู่กลางห้อง แต่ไม่มีป้ายบรรยาย (หรือหาไม่เจอ)

พระกลุ่มนี้อยู่กลางห้อง แต่ไม่มีป้ายบรรยาย (หรือหาไม่เจอ)

ศิลปะสมัยใหม่ละ

ศิลปะสมัยใหม่ละ

งาช้างดำ สมบัติคู่บ้านคู่เมืองน่าน

งาช้างดำ สมบัติคู่บ้านคู่เมืองน่าน

...

วัดพระธาตุแช่แห้ง

ตามพงศาวดาเมืองน่านกล่าวว่า พญาการเมือง สร้างในปี พ.ศ. 1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย

ทางขึ้นพระธาตุ

ทางขึ้นพระธาตุ

บันไดนาค

บันไดนาค

จำลองพระสุวรรณเจดีย์ (ปีจอ) และชเวดากอง ให้ไหว้

จำลองพระสุวรรณเจดีย์ (ปีจอ) และชเวดากอง ให้ไหว้

พระนอนสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เมื่อปี พ.ศ. 2450

พระนอนสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เมื่อปี พ.ศ. 2450

พระประธาน

พระประธาน

...

พระธาตุแช่แห้ง

พระธาตุแช่แห้ง

พระธาตุแช่แห้งองค์เดิม

พระธาตุแช่แห้งองค์เดิม

เจ้าหลวงท้าวกาข่าน

เจ้าหลวงท้าวกาข่าน คนที่พระเจ้าเม็งรายส่งมาปกครองเมืองน่าน

ผ่านแนวกำแพงเมืองเดิม เกือบถ่ายไม่ทัน

ผ่านแนวกำแพงเมืองเดิม เกือบถ่ายไม่ทัน

หมดเวลากับเมืองน่านละ ช่วงสายก็ออกเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ต่อ นอกจากนี้ในจังหวัดน่านยังมีวัดน่าเที่ยวอีกหลายวัด (แต่ไม่ได้ไป) เช่น วัดพญาภู ที่เป็นวัดสร้างโดยพญาภูเข็ง (พญาภู)  แห่งราชวงศ์ภูคา เจ้าเมืองภูเพียง (น่าน) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1956 ภายในมีพระพุทธรุปพระเจ้าสายฝน สร้างในสมัยพระเจ้างั่วฬารผาสุมที่ชาวบ้านมักมาขอฝนเมื่อฝนไม่ตกตามฤดู และเจดีย์ที่ผสมผสานศิลปะล้านนา และล้านช้าง วัดพระธาตุเขาน้อย อยู่บนภูเขามองเห็นเมืองน่านทั่วสร้างโดยมเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรตที่  20  และมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง วัดศรีพันต้น สร้างโดยพญาพันต้น เจ้าผู้ครองนครน่าน แห่งราชวงศ์ภูคา (ครองนครน่าน ระหว่าง พ.ศ. 1960 – 1969 ) ชื่อวัดตรงกับนามผู้สร้าง คือพญาพันต้น บางสมัยเรียกว่า วัดสลีพันต้น (คำว่า สลี หมายถึง ต้นโพธิ์) ซึ่งในอดีตมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของวัด ปัจจุบันถูกโค่นเพื่อตัดเป็นถนนแล้ว วัดศรีพันต้นได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2505 ภายในวัดมีวิหารที่สวยงามตั้งเด่นเป็นสง่ามีสีทองระยับ เป็นอีกวัดหนึ่งในจังหวัดน่านที่มีจิตรกรรมปูนปั้นที่สวยงามโดยเฉพาะพระยานาค ที่เฝ้าบันไดหน้าวัด ดูอ่อนโยนมีชีวิตชีวาซึ่งปั้นแต่งโดยช่างชาวน่านชื่อ นายอนุรักษ์ สมศักดิ์ หรือ “สล่ารง” และภายในวิหารได้มีการเขียนภาพลายเส้นประวัติของพระพุทธเจ้าและประวัติการกำเนิดเมืองน่าน โดยช่างชาวน่าน

อยู่เมืองน่าน 3 วัน …เที่ยว 3 ชั่วโมง จังหวัดนี้ก็น่าเที่ยวสมคำร่ำลือจริงแหล่ะ เมืองสงบ อยู่สบาย การใช้ชีวิตที่ไม่รีบร้อน ค่ำคืน หรือเช้ามืด รถน้อย เมืองเล็ก เดินสบาย เป็นเมืองที่น่าเที่ยวครับ (แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่จริงอาจจะอีกเรื่อง 555) กลับมานั่งนึกเสียดาย “รู้งี้เอากล้องดีๆมาด้วยดีกว่า” ไว้ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปอีก

ขอบคุณข้อมูลจาก : เวบไซท์จังหวัดน่าน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s