อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา – นอกเมือง

ต่อจากตอนก่อน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ในเมือง)  คราวนี้มาดูนอกเมืองบ้าง ความสวยงาม และความโดดเด่นไม่แพ้รอบในเมืองเลยว่าแล้วก็มาชมเมืองประวัติศาสตร์กันต่อ

หมายเหตุเหมือนเดิมคือสถานที่ที่ไม่มีรูปคือไม่เคยไป หรือไปแล้วไม่ได้ถ่าย ไว้มีโอกาสจะไปเก็บตก

เริ่มต้นแผนที่เดิม

แผนที่ท่องเที่ยว รูปจาก ayutthaya.go.th

แผนที่ท่องเที่ยว รูปจาก ayutthaya.go.th

วัดหน้าพระเมรุ

วัดหน้าพระเมรุสร้างในปี พ.ศ. 2062 โดยพระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สั่งให้สร้าง ให้ชื่อว่าวัดพระเมรุราชิการาม แต่ชาวบ้านชอบเรียกว่าวัดหน้าพระเมรุ ครั้งหนึ่งสมัยพระมหาจักรพรรดิ์เคยใช้ที่นี่เจรจาสงบศึกกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองในปี พ.ศ. 2106 และในปี พ.ศ. 2303 สมเด็จพระเจ้าอะลองพญาใช้ที่นี่เป็นที่มั่นและเอาปืนใหญ่มาตั้งไว้ทั้งที่วัดหน้าพระเมรุ และวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) จุดปืนใหญ่แล้วระเบิดตูมใส่ตัวเอง จนต้องหนีกลับพม่า แต่ไปไม่ทัน เสียชีวิตที่จังหวัดตาก ชาวบ้านเลยบอกว่านี่แหล่ะคือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ ทำให้รอดพ้นจากข้าศึกตลอดมาด้วยบารมีนี้เองพระลักษณะยังคงสภาพเดิมทุกส่วน และเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกพม่าทำลาย แต่แม่เล่าว่าที่ไม่ถูกทำลายอยู่วัดเดียวตอนเสียกรุงฯเพราะพม่าใช้เป็นฐานที่มั่นตะหาก

วัดหน้าพระเมรุ

วัดหน้าพระเมรุ

พระพุทธรูปหินทรายเขียว

พระคันธารราฐ พระพุทธรูปสมัยทวารวดีในพระวิหารสรรเพชญ์หรือวิหารเขียนหรือวิหารน้อย อายุประมาณ 1,500 ปี พระยาชัยวิชิตได้ย้ายมาจากวัดมหาธาตุ เขาว่าพระอุบาลีนำมาจากประเทศลังกา

หลวงพ่อพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ

หลวงพ่อพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ

ทรงไปทางพม่าเนื่องจากเคยเป็นที่มั่น

ลักษณะแตกต่างจากวัดอื่นพอสมควร เพราะอะไรน้า ?

จะทำหน้าพระในรากไม้แบบวัดมหาธาตุ แต่ไม่เนียนเท่าไหร่

จะทำหน้าพระในรากไม้แบบวัดมหาธาตุ แต่ไม่เนียนเท่าไหร่

ศิลปะละโว้ อายุกว่า 800 ปี

ศิลปะละโว้ อายุกว่า 800 ปี

วัดโคกพระยา

เป็นวัดเก่าในสมัยอยุธยาตอนต้น ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 1925 พระราเมศวร ใช้เป็นที่สำเร็จโทษพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยได้ประหารพระเจ้าทองลันที่วัดแห่งนี้ วัดโคกพระยามีอยู่สองที่ คือที่นี่ และแถวภูเขาทอง แต่ทั้งสองที่ก็รายล้อมด้วยบ้านชาวบ้านเหมือนกัน

เป็นวัดเล็กๆอยู่ในหมู่บ้าน

เป็นวัดเล็กๆอยู่ในหมู่บ้าน

วัดเชิงท่า

วัดนี้วัดใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่เคยไป อ่านความเป็นมาได้ ที่นี่

วัดตูม

วัดเก่าสมัยอโยธยา อายุเขาว่าเป็นพันปี แต่ไม่ได้ถ่ายอะไรมา รายละเอียด อ่านได้ที่นี่

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

อนุสาวรีย์นี้สร้างใหม่ ไม่มีอะไร สร้างสนองความ wanna be เฉยๆ

ภูเขาทอง

มหาเจดีย์ภูเขาทอง อนุสรณ์แห่งชัยชนะของพระเจ้าบุเรงนอง เขาว่าสถาปนาสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1930 แต่พอพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีอยุธยาสำเร็จก็สั่งให้สร้างเจดีย์แบบมอญขึ้น โดยสร้างทับเจดีย์เดิมในปี พ.ศ. 2112 แต่สร้างได้แค่ฐานแบบมอญ หลังจากพระนเรศวรกู้เอกราชได้ก็สร้างทรงเจดีย์แบบไทยทับบนฐานแบบมอญนั้น เจดีย์นี้จึงเป็นลูกผสมของสองศิลปะไทย-มอญ ในปี พ.ศ. 2287 สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศยอดเจดีย์เดิมพังลงเลยมีการบูรณะให้เป็นแบบย่อมุมไม้สิบสองส่วนหัวขึ้นไปเป็นไฉนปลียอดและลูกแก้ว ซึ่งพังไปแล้วในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงครามให้สร้างลูกแก้วให่ด้วยทองคำหนัก 2,500 กรัมเพื่อฉลองครบรอบที่ 25 ของพุทธศตวรรษ

ข้างหน้ามีราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร

ข้างหน้ามีราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร

ด้านข้าง สายยางสวยดี

ด้านข้าง ท่อน้ำสวยดี

ข้างหลังไกลๆ ใหญ่ๆ เอียงๆ นั่นคือภูเขาทอง

ข้างหลังไกลๆ ใหญ่ๆ เอียงๆ นั่นคือภูเขาทอง

ภูเขาทอง

ภูเขาทอง

ของเลียนแบบให้ไปดูที่กรุงเทพ

ของเลียนแบบให้ไปดูที่กรุงเทพ

ข้างบนขึ้นได้ระดับหนึ่ง

ข้างบนขึ้นได้ระดับหนึ่ง

วิวจากข้างบน

วิวจากข้างบน

ข้างหลังมีวัดภูเขาทองอยู่

วัดภูเขาทอง

พระพุทธรูป เก่ามั้ง

พระพุทธรูปทำใหม่

จุดขายที่นี่คือมีรอยเท้างูเหลือม เอ๊ย พญานาค

จุดขายที่นี่คือมีรอยเท้างูเหลือม เอ๊ย พญานาค

วัดศาลาปูนวรวิหาร

วัดนี้ก็วัดใหญ่ แต่ไม่เคยไปอีกละ ไปอ่านความเป็นมาได้ ที่นี่

วัดไชยวัฒนาราม

วัดเด่นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดอยุธยา สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อปี พ.ศ. 2173 วัตถุประสงค์ในการสร้างคือเพื่อถวายให้พ่อ กับเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์เองในปีแรกที่ปราบดาภิเษกเลย มีหลักฐานที่แผ่นจารึกหลังพระพุทธรูปทรงเครื่องในเมรุจารึกว่า “ศุภมัสดุพุทธศักราช 2192 มหาศักราช 572 วันพุธ เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ (ปี) จอ โทศก แรกสถาปนา” นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททองวัดนี้ใช้เป็นที่ทำบุญ และทำการพระศพพระราชวงศ์และขุนนางระดับสูงอยู่เสมอ แต่ตอนสงครามก็ใช้เป็นป้อมปราการด้วยเหมือนกัน ดังปรากฎหลักฐานการก่อเสริมกำแพงวัด รวมทั้งพบชิ้นส่วนของกระบอก และลูกกระสุนปืนใหญ่อยู่จำนวนหนึ่ง

ถ้าเข้าไปแบบไม่ยอมจ่าย 10 บาทจะได้มุมนี้

ถ้าเข้าไปแบบไม่ยอมจ่าย 10 บาทจะได้มุมนี้ วัดไชยวัฒนารามนี้ถ่ายมุมไหนก็สวยเพราะวัดสร้างมาอย่างสมดุลย์

มาทั้งทีแค่ค่าบำรุง 10 บาท จ่ายเข้าไปสักหน่อย

มาทั้งทีแค่ค่าบำรุง 10 บาท จ่ายเข้าไปสักหน่อย

ข้างในแต่ละมุมมีพระพุทธรูปอยู่

ข้างในแต่ละมุมมีพระพุทธรูปอยู่

แตกหักได้อย่างมีศิลป์ดี

แตกหักได้อย่างมีศิลป์ดี

ข้างหลังนั่นคือพระประธาน

ข้างหลังนั่นคือพระประธาน

ด้านหน้าตรง

ด้านหน้าตรง

ไปตั้งหลายครั้ง เพิ่งมีโอกาสถ่ายตอนกลางคืนได้ไม่นานนี้เอง (แต่ก็ไปตอนมืดเกิน 555)

ไปตั้งหลายครั้ง เพิ่งมีโอกาสถ่ายตอนกลางคืนได้ไม่นานนี้เอง (แต่ก็ไปตอนมืดเกิน 555)

 

แถวนั้นมีร้านคุ้มกรุงศรี ข้างหน้าเหมือนร้านเจ๊งๆ ข้างในอร่อยดี เห็นจุดหมายต่อไปอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ

แถวนั้นมีร้านคุ้มกรุงศรี ข้างหน้าเหมือนร้านเจ๊งๆ ข้างในอร่อยดี เห็นจุดหมายต่อไปอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ

วัดนักบุญยอแซฟ

โบสถ์เซนต์ยอแซฟ สร้างในปี พ.ศ. 2205 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย ฯพณฯ ท่านลังแบร์ เดอ ลาม็อต และพระอีก 2 รูป ธรรมฑูตรุ่นแรกแห่งกรุงปารีส เดินทางมาเข้าเฝ้าและทูลขอสร้างวัดและโรงเรียนโดยใช้ชื่อว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ” โครงสร้างอาคารเป็นไม้ผสมอิฐ ของเดิมถูกทำลายตอนเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 อาคารที่เห็นเพิ่งสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีคุณพ่อแปร์โรเจ้าอาวาส เป็นสถาปนิก

โบสถ์เซนต์ยอแยฟ

โบสถ์เซนต์ยอแยฟ

...

...

...

ข้างในแต่ก่อนเข้าได้ เดี๋ยวนี้ไปทีไรปิดทุกที

ข้างในแต่ก่อนเข้าได้ เดี๋ยวนี้ไปทีไรปิดทุกที

พูดถึงโบสถ์ก็นึกถึงกระจกสี

พูดถึงโบสถ์ก็นึกถึงกระจกสี

วัดพุทไธสวรรค์

แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เรียกว่า “เวียงเหล็ก”  หรือ “เวียงเล็ก”  เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าอู่ทองเคยมาตั้งที่มั่นระหว่างการอพยพจากเมืองอู่ทองมายังอยุธยา เมื่อตั้งราชธานีสำเร็จจึงให้สร้างวัดพุทไธสวรรย์เมื่อปี พ.ศ. 1896 เพื่อระลึกความหลัง ภายในมีสลักผนังนิทานทศชาติชาดกเรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ไปนมัสการพระพุทธรูปที่ลังกาทวีป แต่ตอนนี้ลบไปหมดแล้วมั้ง

เข้ามาผ่านรูปปั้นกษัตริย์รวมมิตร จะเจอเด็กสีซอให้ฟัง

เข้ามาผ่านรูปปั้นกษัตริย์รวมมิตร จะเจอเด็กสีซอให้ฟัง

พระปรางค์โบราณ

พระปรางค์โบราณ

ข้างใน

ข้างใน

ด้านหลังมีพระนอนอยู่

ด้านหลังมีพระนอนอยู่

หมู่บ้านโปรตุเกส

ชาวโปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระชัยราชาเมื่อปี พ.ศ. 2054 โดยจ้างทหารที่มีความสามารถในการใช้ปืนไฟรบกับพม่าที่เชียงกราน จากการช่วยเหลือนี้เอง พระชัยราชาจึงมอบพื้นที่บริเวณตำบลบ้านดิน อำเภอพระนครศรีอยุธยาให้ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกส

อันนี้มาสมัยทัศนศึกษาตอน ป.6

อันนี้มาสมัยทัศนศึกษาตอน ป.6

ที่อยูาอาศัยของชาวโปรตุเกสสมัยนั้น

ที่อยูาอาศัยของชาวโปรตุเกสสมัยนั้น

โครงกระดูกนี้สมัยก่อนรู้สึกถ่ายยากเหลือเกิน มืดไปหมด

โครงกระดูกนี้สมัยก่อนรู้สึกถ่ายยากเหลือเกิน มืดไปหมด

โบสถ์คณะโดมินิกัน โบสถ์คริสต์แห่งแรกของไทย

โบสถ์คณะโดมินิกัน โบสถ์คริสต์แห่งแรกของไทย

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดเก่าแก่และผูกพันที่สุด เพราะมาทุกปี ตามประวัติไม่ทราบว่าสร้างสมัยใด แต่ถ้าตามพงศาวดารเหนือเขาว่าสร้างสมัยพระเจ้าสายน้ำผึ้งและให้ชื่อว่า “วัดเจ้าพระนางเชิง” ถ้าเอาตามพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เขาว่ามีการสถาปนาพระพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สูงกว่า 19 เมตร ซึ่งตามจดหมายเหตุแคมเฟอร์เขาว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นของมอญ แต่หนังสือภูมิสถานอยุธยาว่าเป็นของพระเจ้าสามโปเตียน ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า ซำปอกง แปลว่า รัตนตรัย แต่คนไทยชอบเรียกว่าหลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อพนัญเชิง พอมาสมัย ร.4 ตั้งชื่อใหม่ว่า พระไตรรัตนายกเฉยเลย (แต่เคยได้ยินคนเรียกชื่อนี้ไหมล่ะ หุหุ) ส่วนชื่อวัดคาดกันว่ามาจากลักษณะของหลวงพ่อโตนั่นเอง เพราะคำว่า พแนงเชิงแปลว่า นั่งขัดสมาธิ

วัดพนัญเชิง วัดนี้มาบ่อยสุด มาทุกปี 555

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

มาอยุธยาทั้งทีต้องถ่ายรถตุ๊กๆที่นี่หน่อยสิ

มาอยุธยาทั้งทีต้องถ่ายรถตุ๊กๆที่นี่หน่อยสิ

หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง แต่คุ้นชื่อหลวงพ่อโต หรือหลวงพ่อพนัญเชิงมากกว่า

อายุจริงเก่าแก่กว่ากรุงศรีอยุธยา

อายุเก่าแก่กว่ากรุงศรีอยุธยา

ผ้าสำหรับห่มถวาย

ผ้าสำหรับห่มถวาย

ด้านข้างมีพระเก่าอยู่

ด้านข้างมีพระเก่าอยู่

พระทองกับพระนากสมัยนั้นใช้ปูนหล่อทับเพื่อตบตาพม่าไม่ให้เอาไป

พระทองกับพระนากสมัยนั้นใช้ปูนหล่อทับเพื่อตบตาพม่าไม่ให้เอาไป

พูดถึงวัดนี้ก็ต้องพระพุทธรูป 84,000 รูปรอบอุโบสถ

พูดถึงวัดนี้ก็ต้องพระพุทธรูป 84,000 รูปรอบอุโบสถ

ก๊องแก๊ง เสียงเขย่าเซียมซี

ก๊องแก๊ง เสียงเขย่าเซียมซี

วัดนี้เป็นที่นับถือของทั้งชาวไทย และชาวจีนเป็นอย่างมาก ว่าแล้วก็มีเรื่องเล่าตำนานความรักที่วัดนี้เช่นกัน (อารมณ์ประมาณกำแพงเมืองจีนร้องไห้ทลายกำแพง) เป็นเรื่องของพระนางสร้อยดอกหมากตามที่เรียนเมื่อสมัยมัธยม เป็นเรื่องราวของพระเจ้าสายน้ำผึ้งกษัตริย์ไทย และพระนางสร้อยดอกหมากสตรีชาวจีน ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเมื่อครั้งสมัยก่อนมีกรุงศรีอยุธยา เอาพราหมณ์ ปราชญ์และอำมาตย์ต้องการเฟ้นหาผู้ปกครองแผ่นดินโดยให้ดึงดาบเอกซ์คาลิเบอร์ เอ๊ย เสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย ล่องไปตามแม่น้ำ แล้วเรือเกิดไปติดกึ้กที่กลุ่มเด็กเลี้ยงวัว เลยลงไปเลือกเด็กคนนึงที่ท่าทางฉลาดฉะฉานมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเป็นกษัตริย์แล้ว ยังไม่ได้คิดชื่อ (ชื่อพระเจ้ากรุงไทยมั้ง) จนเมื่อครั้งหนึ่งล่องเรือไปถึงวัดปากคลองทรงเห็นรังผึ้งอยู่บนช่อฟ้าเหนือโบสถ์จึงขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด ทันใดนั้นน้ำผึ้งก็หยดลงมาดีดเรือเด้งบึ๋งขึ้นไปให้พระเจ้ากรุงไทยนำพระพุทธปฏิมากรมายังเรือพระที่นั่งได้ ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้ากรุงไทยจึงกลายเป็นพระเจ้าสายน้ำผึ้ง

พระเจ้าสายน้ำผึ้งชอบล่องเรือ และเดินทางคนเดียวจนครั้งหนึ่งไปถึงกรุงจีน ชาวจีนเห็นว่าสามารถล่องเรือคนเดียวแล้วเอาตัวรอดได้ขนาดนี้ต้องมาบุญาธิการสูงแน่ๆ ว่าแล้วเลยทดสอบโดยให้ไปอ่าวนาคซึ่งเป็นสถานที่อันตรายมากแล้วสงทหารไปสังเกตุพฤติกรรม ปรากฎว่าอยู่รอดปลอดภัยดี พร้อมมีเสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น พระเจ้ากรุงจีนรู้ดังนั้นแล้วเลยยกพระนางสร้อยดอกหมาย ธิดาบุญธรรมให้เป็นมเหสีเลย

เมื่อทั้งสองเดินทางกลับมายังกรุงไทย พระเจ้าสายน้ำผึ้งให้พระนางสร้อยดอกหมากรออยู่บนเรือเพื่อไปเตรียมขบวนต้อนรับอย่างสมเกียรติ แต่พอถึงเวลากลับมีเพียงขบวนเกียรติยศมารับ พระองค์ไม่ได้มาเอง เลยงอนไม่ยอมขึ้นมาจากเรือ ถ้าไม่มารับก็ไม่ไป เสนาบดีเลยไปบอกพระเจ้าสายน้ำผึ้งพระองค์คิดว่าหยอกเล่นเลยตอบกลับไปว่า “ก็ตามใจดิ” พระนางก็ไม่ยอมขึ้นจากเรือผ่านไปหนึ่งคืนรุ่งเช้าพระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงไปรับที่เรือเจองอนใส่ “ไม่เห็นตามใจเค้าเลย” พระองค์จึงหยอกไปอีกว่า “เอ๋า ก็ตามใจแล้วหนิ” เท่านั้นแหล่ะ พระนางสร้อยดอกหมากงอนจัดกลั้นใจตายซะเลย ปล่อยให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสียใจอยู่ตรงนั้น

ด้วยความเสียใจนี้เองพระเจ้าสายน้ำผึ้งเลยสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้พระนางสร้อยดอกหมาก โดยให้ชื่อว่า “วัดพระนางเชิญ” (แต่ท่านไม่เชิญ) ตั้งแต่นั้นมา

ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก

ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก

หมู่บ้านญี่ปุ่น

กรุงศรีอยุธายาได้มีสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศญี่ปุ่นมานานแล้ว ดังจดหมายเหตุของชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ โยเอมอง (ชื่อจดหมายนะ ไม่ใช่ชื่อคน) เป็นใบเบิกร่องประทับตราแดงหลักฐานการติดต่อระหว่างกรุงศรีอยุธยา และประเทศญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2147 หรือแม้แต่หนังสือประวัติการเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่เขียนว่า อิชิกาวะ จิเฮอิ (Ishigawa Jihei) คนสำคัญของคาโตะ คิโยะมาสะ ลี้ภัยศาสนาจากเมืองนางาซากิมาพำนักอยู่อยุธยาในปี พ.ศ. 2170 สมัยนั้นชื่อของกรุงศรีอยุธยาเป็นที่เหมาะแก่การค้าขายหนังกวางที่กุมตลาดไว้โดยอิโตย่า ดะเดมอง โดยส่ง ซุอิเอมอง มาประจำที่อยุธยาในฐานะตัวแทนจำหน่าย แต่พอญี่ปุ่นปิดประเทศเลยกลับไปไม่ได้ จึงตั้งรกรากและประสบความสำเร็จอยู่ที่นี่เลย ด้วยความสำเร็จนี้เองเหล่าพ่อค้าชาวญี่ปุ่นจึงมีความคิดที่จะมาหาความสำเร็จที่อยุธยาบ้าง ไม่เพียงแต่เพื่อการค้าขาย อยุธยายังเป็นที่พึ่งของนักรบชาวญี่ปุ่นอีกด้วย จากหนังสือ “รบทัพจับศึกในแดนสยาม” กับ “ความรุ่งเรืองและจุดจบของยามาดะในประเทศสยาม” มีข้อความที่กล่าวว่า “พวกโรนินที่รอดชีวิตจากสงครามเซกิงาฮาร่า และจากการสู้รบที่ปราสาทโอซากาได้โดยสารสำเภาญี่ปุ่นซึ่งกำลังจะเดินทางไปค้าขายยังชมพูทวีป ได้แวะที่สยาม แล้วพำนักอยู่ที่นั่น…” ทำให้เรารู้ได้ว่าชาวญี่ปุ่นที่เป็นโรนินส่วนนึงเลือกที่จะเดินทางมายังอยุธยาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชาวญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาอยุธยาจนเมื่อประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายปิดประเทศ การย้ายถิ่นฐานจึงหยุดลง ทั้งหมดจึงมาตั้งเป็นชุมชนที่เรียกว่า “หมู่บ้านญี่ปุ่น”

สิ่งสำคัญที่ควรดูเมื่อแวะไปที่หมู่บ้านญี่ปุ่นหลังจากเสียค่าเข้า 50 บาทแล้วคือ หุ่นจำลองของนากามาซะ ยามาดะซึ่งเคยเป็นคนโปรดของพระเจ้าทรงธรรมจนได้เป็นผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชและเสียชีวิตลงที่นั่น และแผนที่ Iudia (ยูเดีย) ซึ่งเป็นแผนที่ที่เก่าแก่และงดงามที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ผังเมืองความงดงาม ครบถ้วน คูคลอง ถึงกับถูกขนานนามว่าเป็นเวนิสตะวันออกทีเดียว ข้างในนี้ไม่ใช่ของจริงนำ แค่ก๊อปเป็นแผ่นแสงสวยงาม โดยยูเดียของจริงเขียนโดย ดาวิด และโยฮันเนส วิงโบนส์ ชาวฮอลันดาเมื่อปี พ.ศ. 2206 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ สัณนิฐานว่าเคยแขวนอยู่ที่ห้องประชุม Heren XVII ภายในอาคารอินเดียตะวันออกของบริษัทสัญชาติฮอลันดาชื่อบริษัทอินเดียตะวันออก ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานไรด์มิวเซียม กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

ขอบคุณเนื้อหาจาก : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, สมาคมไทย-ญี่ปุ่น

หมู่บ้านญี่ปุ่น

หมู่บ้านญี่ปุ่น

ข้างในจัดสวนบริเวณแบบญี่ปุ่น แต่ตอนไปยังมีการต่อเติมอยู่

ข้างในจัดสวนบริเวณแบบญี่ปุ่น แต่ตอนไปยังมีการต่อเติมอยู่

Iudia แผนที่กรุงศรีอยุธยาที่สมบูรณ์ที่สุด

Iudia แผนที่กรุงศรีอยุธยาที่สมบูรณ์ที่สุด

จำลองของใช้โบราณ

จำลองของใช้โบราณ

รูปชุดเกราะ ข้างในเป็นห้องเล้กๆไม่ค่อยมีอะไร แต่แอร์เย็นดี

รูปชุดเกราะ ข้างในเป็นห้องเล้กๆไม่ค่อยมีอะไร แต่แอร์เย็นดี

วัดใหญ่ชัยมงคล

สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1900 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นที่เผาศพเจ้าแก้วเจ้าไทยซึ่งเสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรค และตั้งตรงนั้นเป็นวัดเจ้าพระยาไทย ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วบวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระ ที่ประเทศลังกาจนโด่งดังคนเลื่อมใสมากคนจึงเรียกว่าวัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว ต่อมาตัดเหลือแค่ วัดป่าแก้ว พระเจ้าอู่ทองเลยตั้งคณะสงฆ์ฝั่งนี้เป็นสังฆราชฝ่ายขวานามว่า สมเด็จพระวันรัตนตาม (ชื่อพระวันรัตนเถระซึ่งเป็นพระอาจารย์ในลังกาทวีป) คู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ จากที่คณะป่าแก้วนี้ถือว่าเคร่งครัดทางธรรมวินัยมากกว่าฝ่ายลังกาวงศ์ที่มีอยู่ก่อนจนพระบรมไตรโลกนาถก็เคยบวชกับนิกายนี้ เนื่องด้วยที่เป็นพระอารามหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเคยบวชชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดใหญ่”

วัดนี้เคยเป็นที่ทางคณะขุนพิเรนทร์เทพ และพรรคพวกประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน (จุดเทียนแทนตัว อันไหนดับก่อนคนนั้นแพ้) ที่อุโบสถเพื่อกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์ ซึ่งประสบความสำเร็จ ได้อัญเชิญพระเฑียรราชาที่หนีบวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน ครองราชย์เป็นพระมหาจักรพรรดิ และในสมัยนี้เอง ปี พ.ศ. 2104 พระมหาจักรพรรดิมีพระบรมราชโองการให้เอาสังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์…

สมัยสมเด็จพระนเรศวรชนะศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช แม้ชนะ แต่พระนเรศวรโกรธพวกแม่ทัพที่ตามไม่ทันจึงจะประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ซึ่งพระนเรศวรเลื่อมใสห้ามไว้ โดยเล่าเรื่องทุษฐคามมินีมหาราชที่ยึดเกาะลังกาคืนจากพวกทมิฬมิจฉาทิฎฐิที่ครองไปตั้งแต่ พ.ศ. 238 สำเร็จ โดยชนช้างชนะพระยาเอฬาระทมิฬฟันตายกับคอช้างแล้วสร้างเจดีย์เพื่อฉลองชัยชนะเป็นอนุสรณ์ตรงที่ชนช้างที่นึง และมริจิวัตรเจดีย์ ขึ้นที่เมืองอนุราธบุรีอีกที่หนึ่ง เป็นอนุสรณ์ยาวนานนับพันปี วึ่งคล้ายกับสถานการณ์ของพระนเรศวรตอนนี้ เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว พระนเรศวรเห็นดีด้วยจึงสั่งให้สร้างสถูปอนุสรณ์ที่หนองสาหร่ายซึ่งที่ที่ชนช้างกับพระมหาอุปราชที่หนึ่ง และเจดีย์อีกองค์ที่วัดป่าแก้วชื่อ “ ชัยมงคลเจดีย์” ในปี พ.ศ. 2135 โดยสร้างให้ใหญ่กว่าที่ภูเขาทองซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสร้างเย้ยไว้ตอนเสียกรุงให้อับอายเล่น เพื่อให้ลบความอัปยศอดสูของชาวไทย จนเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยามาจนทุกวันนี้

หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดนี้ถูกยึดเป็นที่มั่นของฝ่ายพม่าในปี พ.ศ. 2310 และถูกปล่อยร้างตั้งแต่นั้นมา

วัดนี้มีเวบไซท์ของตัวเองด้วย ไปอ่านได้ ที่นี่

อุโบสถข้างหน้า

อุโบสถข้างหน้า

...

สร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง

...

พระพุทธรูปหินทราย สมัยพระเจ้าอู่ทอง

...

วิหารพระพุทธไสยาสน์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

แปะเหรียญบนฝ่าเท้า ไปลองแล้ว ติดจริงด้วยแฮะ

แปะเหรียญบนฝ่าเท้า ไปลองแล้ว ติดจริงด้วยแฮะ

...

...

...

พระเจดีย์ชัยมงคลนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการให้อภัยของสมเด็จพระนเรศวร อันเนื่องมาจากธรรมอันประเสริฐแห่งพระพุทธศาสนา

...

เอะอะก็เอาของวาง

...

พระพุทธรูปเรียงรายที่ระเบียงคต

...

...

ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นไปข้างบน

ขุดกรุมั้ง

ขุดกรุมั้ง

จากข้างบน

จากข้างบน

มาวัดใหญ่ฯทั้งทีต้องกินก๋วยเตี๋ยววัดใหญ่หน่อย อร่อยและถูก

มาวัดใหญ่ฯทั้งทีต้องกินก๋วยเตี๋ยววัดใหญ่หน่อย อร่อยและถูก

วัดสมณโกฏฐาราม

คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และได้รับการบูรณะสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ตามจดหมายเหตุของแคมเฟอร์กล่าวว่า บอกว่าแต่ก่อนตำแหน่งนี้ชื่อวัดพระยาคลังซึ่งเป็นตำแหน่งของวัดนี้กับวัดกุฎีดาว และยังระบุว่าเมื่อปี พ.ศ. 2233 สมเด็จพระเพทราชาได้พระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) และยังเป็นพระแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่วัดนี้อีกด้วย

วัดสมณโกษ

วัดสมณโกฏฐาราม

พระประธาน

พระประธาน พระศรีสมณโกฏบพิตร

วัดกุฎีดาว

วัดกุฎีดาว วัดใหญ่ แต่ไม่เคยมา มาก่อน ประวัตินั้นไม่บอกแน่ชัดว่าสร้างสมัยไหน แต่เดาว่าคงสมัยอยุธยาตอนต้น รู้แต่ว่าได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระเมื่อปี พ.ศ. 2254

วัดกุฎีดาว

วัดกุฎีดาว

วัดใหญ่โต แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักเลย 555

วัดใหญ่โต แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักเลย 555

เจดีย์ล้ม ปั้นดีๆเป็นจุดขายได้นะ

เจดีย์ล้ม ปั้นดีๆเป็นจุดขายได้นะ

...

อีกมุม

โบสถ์ 2 ชั้น

ตำหนักกำมะเลียน เป็นอาคาร 2 ชั้น

วัดจักรวรรดิ์

วัดจักรวรรดิ์ หรืออีกชื่อคือวัดเจ้ามอญ ไม่รู้ว่ามีมาตอนไหน แต่เดาว่าอยุธยาตอนต้นอีกแหล่ะ เพราะในพงศาวดารมีกล่าวถึงอยู่

วัดจักรวรรดิ์

วัดจักรวรรดิ์

วัดประดู่ทรงธรรม

วัดประดู่ทรงธรรมถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดาร ในคราวที่พระภิกษุสงฆ์ของวัดประดู่แปดรูป ได้ช่วยเหลือพระเจ้าทรงธรรมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา หลบหนีจากการก่อกบฏของพวกญี่ปุ่นที่หมายปลงพระชนม์ชีพ นอกจากนี้ยังมี การกล่าวถึงในคราวที่พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร หรือที่เรียกกันว่า “ขุนหลวงหาวัด” ทรงผนวชและพำนักที่วัดประดู่ทรงธรรมนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนถูกกวาดต้อนไปอังวะภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

วัดมเหยงค์

สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1981 สมัยสมเด็จเจ้าสามพระยา มีช้างล้อมรอบเหมือนศิลปะสมัยสุโขทัย สมัยพระเจ้าท้ายสระ ปี พ.ศ. 2252 ก็มีการบูรณะวัดนี้เช่นกันโดยเป็นที่พักผ่อนตกปลาในหน้าน้ำ คาดว่าซากตำหนักสองชั้นที่อยู่ทางใต้นอกวัดอาจสร้างเพื่อเป็นที่ประทับ

บริเวณวัดร่มรื่น แต่คนแถวนี้ขับรถงุงิชะมัด

บริเวณวัดร่มรื่น แต่คนแถวนี้ขับรถงุงิชะมัด

โบถ์ร่มเย็นดี มิน่าคนชอบมาปฏิบัติธรรม

โบถ์ร่มเย็นดี มิน่าคนชอบมาปฏิบัติธรรม

วัดศรีโพธิ์

สร้างสมัยไหนไม่รู้ ตั้งอยู่บริเวณทุ่งศรีโพธิ์เป็นที่สู้รบของไทย-พม่าช่วงปี พ.ศ. 2308 โดยวัดนี้เป็นฐานของพม่าแต่ทางอยุธยายิงปืนใหญ่ถล่มจนแตกแยกย้ายกันไป แต่ตัววัดไม่ได้รับความเสียหายอะไร

วัดศรีโพธิ์

วัดศรีโพธิ์

ไม่รู้จะหาอะไรก็ทำรอยพระบาทเรียกแขกไปสิ

ไม่รู้จะหาอะไรก็ทำรอยพระบาทเรียกแขกไปสิ

วัดอโยธยา

ตามตำนานเขาว่ามีมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 1454 โดยอำมาตย์ 9 คนสู้กันเพื่อแย่งราชสมบัติยาวนานถึง 2 ปีจนเลือดท่วมท้องช้าง ต่อมาพระเจ้าหลวงขึ้นครองราชย์ และยกพระราชวังสมัยอโยธยาให้เป็นวัด จึงได้ชื่อว่า วัดเดิม แต่ ร.5 เปลี่ยนชื่อเป็นวัดอโยธยาเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอโยธยานั่นเอง

กำลังบูรณะอยู่

วัดพระยาติการาม

วัดพระญาติการาม เดิมเรียกว่า วัดพบญาติ โดยมีตำนานเล่าว่า มีหมู่บ้านหนึ่งที่หญิงสาวจะมีผิวพรรณหน้าตาดี เมื่อความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์จึงเสด็จมาหมู่บ้านแห่งนี้และได้ขอรับบุตรสาวของชาวบ้านไปอุปถัมภ์ เมื่อหญิงสาวผู้นั้นจะเข้าไปยังพระราชวัง พวกญาติของหญิงสาวได้ไปรอพบเพื่อล่ำลา จนเมื่อหญิงสาวผู้นั้นได้เป็นมเหสีแล้ว จึงเสด็จฯ มาเยี่ยมญาติในหมู่บ้านเดิมและโปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นบริเวณที่ญาติ ๆ มารอพบ และตั้งชื่อว่า “วัดพบญาติ” และเปลี่ยนเป็น “วัดพระญาติการาม” ในเวลาต่อมา และเป็นที่อยู่ของหลวงพ่อกลั่นจอมขมังค์เวทย์

วัดตึก

วัดนี้ไม่ค่อยมีอะไร แค่เป็นแถวโรงเรียนเก่าของแม่ ภายในมีศาลพันท้ายนรสิงห์อยู่

วัดแม่นางปลื้ม

เป็นวัดที่สร้างมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อก่อนเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เคยเป็นวัดที่ตั้งค่ายของพม่าค่ยหนึ่ง ยังมีเนินค่ายปรากฏอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “โคกพม่า” วัดนี้ป็นวัดหนึ่งที่มิได้ถูกทำลาย เหมือนวัดอื่นๆ ยังมีโบรานสถานต่างๆ เหลือให้ชมอีกหลายอย่าง สิ่งสำคัญของวัดนี้คือ เจดียืทรงระฆังมีสิงห์ล้อมรอบซึ่งสร้างเป็นประทานของวัด สร้างอยู่บนฐานสูง ฐานล่างตั้งสิงห์ปูนปั้นล้อมรอบ ลักษณะเป็นฐานบัว ประดับด้วยบัวลูกฟัก ลวดบัวแบบนี้สืบทอดมาจากศิลปะเขมร-ลพบุรี นิยมอยู่ในศิลปะอยะยาตอนต้นความแตกต่างมีอยู่ที่ฐานบัวที่วัดแม่นางปลื้มค่อนข้างสูง ลักษณะพิเศษของเจดีย์แห่งนี้ซึ่งพบเพียง ๒ องค์ ในเมืองอยุธยาเป็นไปด็ว่าเป็นการรับแบบอย่างมาจากเขมร ซึ่งมีหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่าในรัชกาลสมเด็จเจ้าสามพระยาราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ทรงยกทัพไปปราบเขมร ส่วนวิหารนั้นมีหลักฐานว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้งนี้พิจารณาจากลวดลายที่ปูนปั้นที่หน้าบันด้านหน้าเป็นลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากจีน และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ หลวงพ่อขาว

ที่มา : สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดสามวิหาร

คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ประมาณปี พ.ศ 1920 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 1930 เดิมชื่อว่า “วัดสามพิหาร” ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็น “วัดสามวิหาร” เนื่องจากเดิมนั้นมี 3 วิหาร คือวิหารพระนอน วิหารพระนั่ง และวิหารพระยืน ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่งเท่านั้น วัดนี้ถูกทำลายเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2

เนื้อหาเพิ่มเติมวัดสามวิหาร กดที่นี่

ปราสาทนครหลวง

ปราสาทนครหลวงเป็นตำหนักที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีและเป็นที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่มาสร้างเป็นที่ประทับก่ออิฐถือปูนในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พี่บอกสร้างในสมัย ร.4 ซึ่งถ้าดูจากสี และศิลปะเป็นแบบรัตนโกสินทร์มากกว่า (ก่อสร้างแบบเมืองขึ้น)) ปราสาทนี้ได้แบบมาจากปราสาทศิลาที่เรียกว่า “พระนครหลวง” ในกรุงกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2174 มาสร้างใกล้วัดเทพจันทร์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชอีก แต่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยประการใดไม่ปรากฏ ต่อมาจึงมีผู้สร้างมณฑปและพระบาทสี่รอยขึ้นบนปราสาทนี้ ปราสาทน่ะใหญ่นะ แต่ตอนไปร้างผู้คนชะมัด คงเพราะอ.นครหลวงนั้นอยู่ไกล และค่อยมีสถานทีี่เที่ยวอื่นข้างเคียงล่ะมั้ง

ปราสาทนครหลวง

ปราสาทนครหลวง

...

...

...

...

———————————————————————————————-

ขอบคุณเนื้อหาจาก : กรมศิลปากร, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, เวบตามลิงค์

———————————————————————————————-

วัดที่เหลือยังมีอีกมากมาย แต่ขี้เกียจแล้วตัดจบดีกว่ายังมีเรื่องให้เขียนอีกเยอะ วัดเล็กน้อยใหญ่ แต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน หรือร้านอร่อยๆที่อยุธยาอย่างร้านของแสงชัย ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก ก๋วยเตี๋ยวผักหวานวัดสุวรรณดาราราม (ชื่อดังแต่ไม่ประทับใจ รสเฉยๆ คอยนาน (โคตร)) หรือแพกรุงเก่าก็อีกเยอะ

ถ้าลองจัดทริปไหว้พระ 9 วัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี่ท่าจะเหนื่อยเพราะมีมากเหลือเกิน แต่ถ้าแนะนำวัดใหญ่ที่น่าดู 9 วัดก็คงประมาณนี้ (พวกทัวร์พาไหว้พระ 9 วัด อยุธยา ชอบพาไปวัดท่าการ้อง ไม่รู้มีอะไรให้ดูนอกจากเป็นวัดบุกเบิกห้องน้ำสวยวัดแรกหว่า) บอกไว้ก่อนว่าไม่เคยขับไปตามนี้เองหรอกนะเออ

เช้าเดินทางถึงอยุธยา

– วัดใหญ่ชัยมงคล กินมื้อเช้าก๋วยเตี๋ยววัดใหญ่ฯ มีเยอะระวังเข้าผิดร้าน

– วัดพนัญเชิง

– ย้อนกลับเข้าเมืองไปวัดมหาธาตุ

– วัดราชบูรณะ

– วัดมงคลบพิตร

– วัดพระศรีสรรเพชญ์ (หากินมื้อเที่ยงแถวนั้นแหล่ะ มีตลาด)

– วัดโลกยสุธา

– วัดหน้าพระเมรุ

– วัดธรรมิกราช (ครบโควต้า 9 วัดแล้ว 555)
แผนที่ไหว้พระ 9 วัด อยุธยา ในวันเดียวก็น่าจะประมาณนี้

มีเวลาเหลือก้ไปต่อ

– เจดีย์ศรีสุริโยทัย

– วัดไชยวัฒนาราม

– โบสถ์เซนต์ยอแซฟ

– วัดพุทไธสวรรค์

– หมู่บ้านโปรตุเกส

– จะไปวัดมเหยงค์/วัดกุฎีดาว/ตลาดน้ำอโยธยา หรือวิ่งต่อไปกินกุ้งเผาตลาดกลางเป็นมื้อเย็นก็แล้วแต่ล่ะ

อ้อ แถวโรตีหน้า ร.พ.อยุธยาก็เป็นที่ซื้อของฝากได้ดี แต่ที่กินมาไม่ค่อยต่างหรอก ถ้าเก่าแล้วมันก็ไม่อร่อยเหมือนๆกันแหล่ะ

ปล.แปะแผนที่แบบหลายจุดหมายไม่ได้กดแสดงเส้นทางแล้ว google maps เอ๋อๆ (ต้องการประมาณ 10 จุดหมาย แต่ IE เอ๋อที่จุดหมายที่ 4, Chrome เอ๋อที่จุดหมายที่ 3)

สนใจร้านอาหารในอยุธยา เขียนเป็นเรื่องใหม่ไปทางนี้เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s