อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา – ในเมือง

เริ่มต้นปีเขียนบลอกสักเรื่อง หลังจากทำใจอยู่นานเพราะถ้าเขียนถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาคงงานช้างแน่ แต่เป็นถึงอุทยานประวัติศาสตร์แห่งแรกที่เคยไปไม่เขียนก็ยังไงอยู่ (ที่ไปเป็นแห่งแรกไม่ใช่แค่ใกล้กทม. แต่เพราะมีเชื้อสายเป็นคนอยุธยาด้วยน่ะ) โบราณสถานผุพังรกร้างบ้างส่วนนึงก็มาจากข้าศึกสมัยนั้น ส่วนนึงก็มาจาก ร.1 ที่ทำลายเพื่อเอามาไว้ที่กรุงเทพทั้งตัววัด และพระพุทธรูปสำคัญๆ

พูดถึงอุทยานประวัติศาสตร์นี้นึกไม่ออกจริงๆว่าคือส่วนไหน ซึ่งก็ไม่แปลกล่ะมั้งเพราะจดทะเบียนมรดกโลกภายใต้ข้อกำหนด “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว” ไว้ภายใต้ชื่อ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร บลอกนี้เลยขอมั่วเขียนทุกสิ่งที่คิดว่าใช่ละกัน ขอแบ่งออกเป็นรอบในเมืองกับนอกเมืองเดี๋ยวจะมั่วเกินไป สำหรับแผนที่คงไม่ต้องเพราะน่าจะไปถูกอยู่แล้ว เอาแผนที่ท่องเที่ยวในเมืองไปดูก่อนละกัน

ปล. สถานที่ที่ไม่มีรูปเพราะไม่เคยไป (หรือไปแล้วไม่ได้ถ่าย) หากมีเวลาค่อยไปเก็บตก

แผนที่ท่องเที่ยว รูปจาก ayutthaya.go.th

แผนที่ท่องเที่ยว รูปจาก ayutthaya.go.th

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

ที่นี่แรกเริ่มสร้างขึ้นเพื่อเก็บของจากกรุวัดราชบูรณะ (จึงได้ชื่อเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เพราะพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยาเป็นคนสั่งให้สร้างพระปรางค์วัดราชบูรณะ) ต่อมาก็เก็บจากวัดนู้นวัดนี้มาไว้ที่นี่เยอะไปหมด ข้างในถ่ายรูปได้ แต่ส่วนของห้องแสดงกรุวัดราชบูรณะกับวัดมหาธาตุห้ามถ่ายนะ เริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์นี่แหล่ะ เพื่อที่เวลาไปเห็นของโบราณข้างในจะได้จำชื่อวัดไว้แล้วค่อยไปดูสถานที่ขุดพบจริง ได้อารมณ์กว่า

พิพิธภัณฑสถานเจ้าสามพระยา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

เศียรพระวัดธรรมิกราช

เศียรพระสำริดวัดธรรมิกราช ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อแก่”

จากกรุวัดโลกยสุธา

จากกรุวัดโลกยสุธา

จากในอกของพระพุทธรูปวัดมงคลบพิตร

จากในอกของพระพุทธรูปวัดมงคลบพิตร

...

จากวัดพระศรีสรรเพชญ์

ประตูไม้ที่เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์

ประตูไม้ที่เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์

กรุวัดราชบูรณะ

กรุวัดราชบูรณะ

...

...

...

กรุวัดมหาธาตุ

กรุวัดมหาธาตุ

AY-I-13

AY-I-14

AY-I-15

พระพุทธรูปศิลาขาวเป็นพระพุทธรูปปางนั่งห้อยขาแสดงธรรม ศิลปะสมัยทวารวดีอยู่ในราวพุทธศตวรรตที่ 12 – 16 เขาว่าในโลกนี้มีอยู่ 6 องค์ อยู่ในไทย 5 องค์ อินโดนีเซีย 1 องค์ โดยที่อยู่ในไทยเป็นพระพุทธรูปศิลาขาวจำนวน 4 องค์อยู่ที่พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา อีก 1 องค์เป็นพระพุทธรูปหินทรายสีเขียวอยู่ในวิหารน้อยวัดหน้าพระเมรุ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กดตรงนี้เลย

พระพุทธรูปศิลาขาวสูง 3.68 เมตร

พระพุทธรูปศิลาขาวสูง 3.68 เมตร

อีกมุมหนึ่ง

อีกมุมหนึ่ง

นิ้วทำสัดส่วนสวยงามดี

นิ้วทำสัดส่วนสวยงามดี

...

พระพุทธรูปที่ได้จากเพื่อนบ้าน

พระพุทธรูปที่ได้จากเพื่อนบ้าน

บ้านเรือนไทย

บ้านเรือนไทย

วัดพระราม

วัดพระรามเขาว่าเป็นที่เผาศพพระเจ้าอู่ทอง โดยพระราเมศวรเมื่อปี พ.ศ. 1912 แต่ครองราชได้ปีเดียวก็เปลี่ยนเป็นพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อจากนี้ก็มีการสร้างและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยพระเจ้าบรมโกสปี พ.ศ. 2284 ด้านหน้าวัดมีบึงใหญ่เดิมชื่อ หนองโสม แต่พออยุธยามาสร้างเมืองเลยมีการขุดดินจากบึงไปสร้างบ้านสร้างเมือง ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบึงชีขัน และมีชื่อเรียกว่าบึงพระรามในปัจจุบัน

Wat Phraram

Wat Phraram

ภายในบริเวณวัดพระราม

ภายในบริเวณวัดพระราม

บึงในวัด ไม่ใช่บึงพระรามนะ อันนั้นอยู่นอกล้อมรอบวัด

บึงในวัด ไม่ใช่บึงพระรามนะ อันนั้นอยู่นอกล้อมรอบวัด

พระปรางค์ประธาน

พระปรางค์ประธาน

วิหารพระมงคลบพิตร

วัดมงคลบพิตรคาดว่าสร้างในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1974 – 1991) บนพื้นที่วัดชีเชียง ก่อนที่จะถูกย้ายมาบนที่ปัจจุบันสมัยพระเจ้าทรงธรรม ปี พ.ศ. 2146 พร้อมสร้างมณฑปครอบไว้ แต่ก็โดนฟ้าผ่าในปี พ.ศ. 2246 จนเศียรพระพังลง พระเจ้าเสือจึงให้สร้างเป็นวิหารครอบโดยยังเปิดส่วนมณฑปไว้ พอมาถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงเปลี่ยนแบบวิหารให้เป็นทรงประมาณที่เห็นในปัจจุบัน สร้างซ่อมแซมหลายรอบดีแท้สุดท้ายโดนไฟไหม้สมัยเสียกรุงจนมือขวาและจุกผมหัก

ในปี พ.ศ. 2474 มีการวางแผนว่าจะซ่อมแซมวิหาร แต่รัฐบาลสมัยนั้นอยากให้เป็นพระกลางแจ้งตามแบบดั้งเดิมมากกว่า สุดท้ายจนแล้วจนรอดก็ซ่อมจนได้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งบูรณะพระวิหารและองค์พระในปี พ.ศ. 2499 จนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ในตอนนั้นเองกรมศิลปากรเจอพระพุทธรูปบรรจุไว้ในส่วนแขนจำนวนมาก ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม (ก็บอกแล้วให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ก่อน 555)

จากบริเวณลานจอดรถและที่ขายของ

จากบริเวณลานจอดรถและที่ขายของ

วิหารวัดมงคลบพิตร

วิหารวัดมงคลบพิตร

ตัวอาคารใหม่ แต่ก็มีเอกลักษณ์ดี

ตัวอาคารใหม่ แต่ก็มีเอกลักษณ์ดี

องค์พระประธาน

องค์พระประธาน

ของเดิม

ของเดิมดูขลังกว่านะ

วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระราชวังโบราณ

สร้างในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเนื่องจากต้องการให้เป็นเขตพุทธาวาสในพระราชวัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2035 พระรามาธิบดีที่ 2 โอรสของพระบรมไตรโลกนาถให้สร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้น 2 องค์คือเจดีย์องค์ตะวันออก และองค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของพระราชบิดา และพระราชเชษฐา เมื่อถึงสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) ให้สร้างเจดีย์ทางตะวันตกเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิพระรามาธิบดีที่ 2 ขึ้นอีก 1 องค์ หลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองจึงสร้างมณฑปขึ้นระหว่างเจดีย์ทั้ง 3 โดยมีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

นอกจากทั้งสามเจดีย์แล้วยังมีเจดีย์หลวงอยู่ด้านหน้าสถูปองค์ตะวันออกสร้างในปี พ.ศ. 2042 ภายในมีพระพุทธรูปหุ้มทองขนาดใหญ่ และพระราชทานนามว่า “พระศรีสรรเพชญ” ถูกพม่าเผาเพื่อเอาทองไปในตอนเสียกรุงครั้งสุดท้าย ซ้ำร้ายถูกรัชกาลที่ 1 เอาพระประธานไปกรุงเทพ ครั้นจะหลอมหล่อเป็นองค์ใหม่ก็ถูกทักว่าไม่เหมาะสม แต่ไหนๆก็ไปเอาเขามาแล้วเลยเก็บไว้ในเจดีย์สรรเพชญดาญาณิที่วัดโพธิ์ไม่มีใครได้เห็นอีกเลย

วัดศรีสรรเพชญ์

วัดพระศรีสรรเพชญ์

ส่วนอุโบสถเดิม

ส่วนอุโบสถเดิม

AY-I-33

เจดีย์ทั้งสามอีกที

ส่วนของพระราชวังโบราณเหลือแต่ฐาน (เพราะตัวอาคารคงเป็นไม้ผุพัง โดนเผาไปหมด)

ส่วนของพระราชวังโบราณเหลือแต่ฐาน (เพราะตัวอาคารคงเป็นไม้ผุพัง โดนเผาไปหมด)

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง

อนุสาวรีย์ของพระเจ้าอู่ทองกษัตริย์องค์แรกของอยุธยาเฉยๆ สร้างมาสมัยใหม่ๆนี่แหล่ะ

วัดธรรมิกราช

วัดธรรมิกราช เดิมชื่อวัดมุขราช นี้ตั้งอยู่ในบริเวณเมืองเก่าชื่อเมืองสังขบุรีของอโยธยาศรีรามเทพนคร สมัยพระเจ้าธรรมิกราช โอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง คาดว่ามีอยู่ก่อนกรุงศรีอยุธยาสถาปนาเป็นราชธานี

เศียรพระจำลอง ของจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์

เศียรพระจำลอง ของจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์

...

พระเจดีย์สิงห์ล้อมทั้ง 52 ตัว

...

...

โบสถ์หลวงพ่อขาว

...

หลวงพ่อขาว

...

วิหารหลวง

เดิมเศียรพระตั้งอยู่ที่พระพุทธรูปนั่นแหล่ะ

เดิมเศียรพระตั้งอยู่ที่พระพุทธรูปนั่นแหล่ะ

ผนังสูงใหญ่

ผนังสูงใหญ่

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ วัดเอกของแทบทุกจังหวัด ถือเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธสมัยนั้น วัดนี้สร้างสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 แต่มา พ.ศ. 1927 สมเด็จพระราเมศวรให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด ต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททองได้ทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่ให้สูงกว่าเดิมเป็น 25 วา ตอนนี้น่ะพังลงมาแล้ว แต่ดูจากขนาดฐานแล้วเป็นพระปรางค์ที่ใหญ่มากทีเดียว พระพุทธรูปศิลาเขียวในวิหารน้อยวัดหน้าพระเมรุเขาว่าเอามาจากวัดมหาธาตุนี้แหล่ะในสมัย ร.3 (เพราะตอนนั้นเขาซ่อมวัดหน้าพระเมรุ เลยเอาของวัดนี้ไปไว้วัดนั้น) ภายในวัดมีสิ่งสำคัญมากมาย แต่ดันมุ่งไปที่เศียรพระในรากไม้อย่างเดียวแล้วออก เลยไม่ได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ ไว้มีโอกาสจะไปเก็บรูปเพิ่มเติม (พระปรางค์สำคัญที่สุดของวัดดันไม่ถ่ายมา 555)

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ พระปรางค์หลักเหลือแต่ตอ ไม่ใช่ที่เห็นนี่นะ

เศียรพระในรากไม่ ขี้เกียจรอถ่ายด้านหน้า เลยถ่ายด้านข้าง

เศียรพระในรากไม่ ขี้เกียจรอถ่ายด้านหน้า เลยถ่ายด้านข้าง

วัดราชบูรณะ

สร้างในสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ปี พ.ศ. 1967 ในบริเวณพื้นที่และตำแหน่งเดิมที่พระองค์ได้ทรงถวายพระเพลิงศพให้กับเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ภายในหลังจากการกระทำยุทธหัตถี เพื่อแย่งชิงราชสมบัติของสมเด็จพระนครอินทราธิราชพระราชบิดาที่เสด็จสวรรคตลงในปีนั้นเอง (wikipedia)

วัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะ

...

...

พระปรางค์ผระธาน เคยมีข่าวโจรลอบขุดกรุอันโด่งดัง ปี 2499

พระปรางค์ผระธาน เคยมีข่าวโจรลอบขุดกรุอันโด่งดัง ปี 2499

บริเวณวัด

บริเวณวัด

ขึ้นมาบนพระปรางค์

ขึ้นมาบนพระปรางค์

ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปดูภายในได้

ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปดูภายในได้

ข้างในเปิดให้เข้าชมได้

ข้างในเปิดให้เข้าชมได้

ทางเดินลงไปชมกรุข้างล่าง

ทางเดินลงไปชมกรุข้างล่าง

ตอนไปมีอยู่คนเดียว เสียวพอดู

ตอนลงไป ไปคนเดียว เสียวพอดู

ของข้างในอยู่ในพิพิธภัณฑ์หมดแล้ว มีภาพเขียนโบราณให้ดูอยู่

ของข้างในอยู่ในพิพิธภัณฑ์หมดแล้ว มีภาพเขียนโบราณให้ดูอยู่

ภาพเขียนรอบด้าน

ภาพเขียนรอบด้าน

ข้างในแคบ แต่ไม่อึดอัดเพราะมีพัดลมเป่าอากาศช่วยอยู่

ข้างในแคบ แต่ไม่อึดอัดเพราะมีพัดลมเป่าอากาศช่วยอยู่

วัดวรโพธิ์

วัดนี้แต่เดิมชื่อวัดระฆังตามพงศาวดารกล่าวว่าครั้งหนึ่งเคยมีพระศรีสินบวชอยู่ ดำรงค์สมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ผู้คนนับถือมาก และได้ชิงบรรลังก์จากพระศรีเสาวภาค และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “พระเจ้าทรงธรรม” (พ.ศ.2153 – 2171) และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดวรโพธิ์ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ เมื่อคราวส่งคณะสงฆ์ไปลังกา และนำพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์กลับมาปลูกที่วัดนี้

พระพุทธรูปในบริเวณนั้น

พระพุทธรูปในบริเวณนั้น

วัดวรโพธิ์

วัดวรโพธิ์

อันนี้ไม่แน่ใจอยู่ในเขตวัดไหน

อันนี้ไม่แน่ใจอยู่ในเขตวัดไหน

วัดวรเชษฐาราม

วัดนี้สร้างในสมัยพระเอกาทศรถปี พ.ศ. 2136 เพื่อเป็นที่เผาศพสมเด็จพระนเรศวร แล้วเก็บอัฐิไว้ที่เจดีย์วัดนี้ จากประวัติเป็นวัดที่สำคัญนะนี่ แต่ไหงปล่อยให้รกร้างอย่างนี้กัน

วัดวรเชษฏาราม

วัดวรเชษฏาราม

...

...

วัดโลกยสุธา

วัดนี้ไม่มีใครรู้ประวัติ ว่าสร้างมาสมัยใด คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และมีการใช้งานจนถึงอยุธยาตอนปลาย

เศียรพระนี่เขาว่าบูรณะใหม่

พระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธา วัดหนึ่งในความทรงจำสมัยเด็ก

เทียบขนาดคน เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในอยุธยา

เทียบขนาดคน เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในอยุธยา

รอยคราบจากน้ำท่วมปลายปี พ.ศ. 2554

รอยคราบจากน้ำท่วมปลายปี พ.ศ. 2554

ด้านหลังมีพระปรางค์ประธาน

ด้านหลังมีพระปรางค์ประธาน

ป้อมเพชร

ป้อมเพชร ปราการใหญ่อันดับ 1 ของป้อมทั้ง 16 รอบพระนคร ตั้งอยู่บริเวณทางสามแพร่งแม่น้ำป่าสัก และเจ้าพระยาบรรจบกัน คาดว่าสร้างในสมัยพระมหาธรรมราชา พ.ศ. 2123 ปัจจุบันเหลือแค่นี้เพราะ ร.1 รื้อกว่าครึ่งไปสร้างกรุงเทพ

ป้อมเพชร

ป้อมเพชร

แวะกินมื้อเย็นที่ครัวป้อมเพชรพอดี

แวะกินมื้อเย็นที่ครัวป้อมเพชรพอดี

จุดบรรจบของสองแม่น้ำ ฝั่งนั้นคือวัดพนัญเชิง

จุดบรรจบของสองแม่น้ำ ฝั่งนั้นคือวัดพนัญเชิง

ภายในป้อม ไม่ค่อยเหลืออะไรแล้ว

ภายในป้อม ไม่ค่อยเหลืออะไรแล้ว

...

เจดีย์ศรีสุริโยทัย

ที่ตรงนี้เป็นที่ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ปจัดเป็นที่ทำพิธีศพพระศรีสุริโยทัย และตั้งเป็นวัดสบสวรรค์ ที่วัดนี้มีเจดีย์แบบย่อไม้สิบสองอยู่ ต่อมา ร.6 ได้เรียกเจดีย์นี้ว่า “เจดีย์พระศรีสุริโยทัย” …แต่ ๆ ๆ … เขาว่าเจดีย์ที่เก็บกระดูกของพระศรีสุริโยทัยนั้นคือหนึ่งในเจดีย์เล็กๆสององค์ในบริเวณนั้นมากกว่า ข้อเท็จจริงเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

เจดีย์ศรีสุริโยทัย ฝั่งตรงข้ามแต่ก่อนกลิ่นเหล้าหึ่ง แต่สมัยนี้ดีขึ้นมากแล้ว

ฝั่งตรงข้ามแต่ก่อนกลิ่นเหล้าหึ่ง แต่สมัยนี้ดีขึ้นมากแล้ว

วัดราชประดิษฐาน

วัดนี้คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น ประมาณสมัยพระไชยราชาธิราช เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และพระสงฆ์ ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียให้แก่พม่า และกลายเป็นวัดร้าง

วัดราชประดิษฐาน จ.อยุธยา

วัดราชประดิษฐาน จ.อยุธยา

พระประธาน

พระประธาน

ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดเก่า (หรือคนละวัด)

ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดเก่า

หรือคนละวัดกันหว่า

หรือคนละวัดกันหว่า

พระประธานของวัดเก่า

พระประธานของวัดเก่า

เจดีย์วัดสามปลื้ม

เป็นเจดีย์ที่ใครไปอยุธยาต้องไปเยือนแน่นอน เจดีย์นี้คนอยุธยาชอบเรียกว่าเจดีย์นักเลง เพราะตั้งสูงเด่งเป็นสง่าอยู่กลางถนนเป็นวงเวียน คาดว่าสร้างสมัยศรีเทพนครหรืออยุธยาตอนต้น แต่ก่อนก็มีวัดแหล่ะ (ท่าทางใหญ่ด้วย) แต่ตัดถนนผ่ากลางวัดทุบทิ้งไปมากมาย น่าเสียดาย แต่แบบนี้ก็เด่นแปลกดี

ปล.ความจริงเจดีย์นี้อยู่ส่วนนอกเมือง แต่พิมพ์ไปแล้วขี้เกียจแก้

เจดีย์วัดสามปลื้ม

เจดีย์วัดสามปลื้ม

อยุธยาวัดมากมายเหลือเกิน หากคราวหน้าได้ไปวัดอื่นนอกเหนือจากนี้ค่อยมาพิมพ์เพิ่มนะค้าบ

สำหรับโบราณสถานนอกเมือง ไปทางนี้

ส่วนของกินในอยุธยา ไปทางนี้

แล้วที่หลงเข้ามาจากการเซิร์ช “ไหว้พระ 9 วัด กรุงเทพไปทางนี้

ขอบคุณเนื้อหาจาก : กรมศิลปากร, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s