VIETNAM : Hue – Danang – Hoi An

ถ้านึกถึงประเทศเวียดนามก็ต้องฮาลองเบย์ จนเมื่อครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปเมืองฮานอย  แต่ฮาลองเบย์ก็ยังไม่ได้แวะไปอยู่ดี ครั้นจะไปอีกทีเพื่อฮาลองเบย์อย่างเดียวก็ใช่เรื่อง ความสนใจในประเทศเวียดนามก็จางลงไป มาอยู่วันหนึ่งอ่านนิตยสารท่องเที่ยวไปเห็นเวียดนามกลางความเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เมืองฮอยอัน และชอบภาพถ่ายคนเดินกลางหมอกในหุบเขาที่เมืองเว้ ทำให้อยากลองไปสัมผัสสักครั้งเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสักทีเมื่อต้นปี 2012 ไปติดต่ออะไรซักอย่างที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ที่ห้างตั้งฮั่วเส็งแล้วไปเห็นใบปลิวหนึ่งเกี่ยวกับเวียดนามกลางพอดี กับราคาหมื่นกลางๆ น่าสนใจดีเพราะจากคำบอกเล่าเพื่อนของแม่ที่ทำงาน เคยไปกับห้างนี้ว่าดีเหมือนกัน ตัดสินใจไม่ยาก เอาเลย เป็นทัวร์ที่จัดโดยบริษัทอินโดไชน่าเอกซ์พลอเรอร์ กลุ่มตั้งฮั่วเส็ง (คือไม่มีจากที่อื่นมาร่วม)

เดินทางโดยรถบัสผ่านด่านที่จังหวัดนครพนม เที่ยงกวางบินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน กลับมาที่เว้ แล้วกลับไทยที่ด่านจังหวัดมุกดาหาร ไกด์ชาวไทยชื่อคุณบอย โดยมีคุณบิวตี้เป็นไกด์ชาวเวียดนาม

เริ่มที่จุดรอรถหน้าห้างตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี

นัดเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เป็นรถบัสสองชั้น

จองก่อนเลือกที่ก่อน นั่งชั้นล่าง กว้างขวาง มีโต๊ะให้

รวมมิตรทอดกระเทียม+ไข่เจียว สำหรับมื้อเย็นวันนั้น อร่อยดี

มื้อเช้ามีแจกแซนวิชของวิคตอรี่รองท้อง ก่อนจะมาถึงโรงแรมวิวโขง จังหวัดนครพนม เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และทานอาหารเช้า ที่รสชาติเสี่ยวแดก (ดีนะที่กินแซนวิชมาก่อน) แล้วเดินทางต่อ

แม่น้ำโขงหลังโรมแรม แห้งแล้ง

ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว

ด่านสร้างใหม่ใหญ่โต หวังจะดึงคนจากด่านสะหวันนะเขต แต่อย่างที่เห็น เงียบเหงามาก ตัวจังหวัดเองมันก็ไม่มีอะไรเลย จะมีก็พระธาตุพนมที่ทำใหม่ใสกิ๊งใส่ประวัติให้คนมาชาบู อีกทั้งระยะทางจากกรุงเทพไกลกว่ามุกดาหาร จะติดต่อกับเวียดนาม มุกดาหารก็ใกล้กับเมืองเศรษฐกิจอย่างดานังมากกว่าอีก อันนี้ก็เหมือนเอางบมาเทเล่น อยากดังต้องเหนื่อยหน่อยนะ

ลูกแมว โหดนะ ก่อนหน้านี้ฟัดกับนกอยู่เลย

มื้อกลางวันเป็นกะเพราปลาหมึกกับไก่ทอด กุนเชียงทอด กินระหว่างทาง เผ็ดชิบ

ถึงด่านของเวียดนามแล้ว จำบรรยากาศชายแดน ไทย-ลาว กับ ลาว-เวียดนาม ขาไปไว้นะครับ

เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติฟองยา

เขาว่าบ้านพ่อแม่สร้างให้ลูก โดยจะไม่ใหญ่กว่าบ้านเดิม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนเจ้าของเท่านั้น

เดินทางยาวมาก เพราะเขาจำกัดความเร็วแค่ 60 กม./ชม.
หลับบ้าง ตื่นบ้าง ตื่นมาก็ถ่ายมั่ว

นาข้าว มีพืชอื่นแซมด้วย

ออกจากชายแดน ลาว-เวียดนามประมาณ 13:20 เดินทางมาจน 15:45 ก็มาถึงที่หมายแรกแล้ว นั่นคือ ถ้ำฟองยา

Phong Nha Cave

จากตอนก่อนที่พิมพ์เรื่องถ้ำธารลอด คราวนี้มาดู ถ้ำธารลอดที่ใหญ่ที่สุดในโลก กันบ้าง ถ้ำฟองยามีแม่น้ำซอนไหลผ่านบนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร มีการเขียนถึงครั้งแรกโดย Dương Văn An ว่าเป็นที่เก็บอัฐิของกษัตริย์ราชวงศ์เหงียนแห่งเมืองเว้ ในปี ค.ศ. 1550 มันเป็นที่สุดแห่งถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำธารลอดที่ยาวที่สุด ถ้ำที่มีทางเดินที่ใหญ่ที่สุด ถ้ำที่กว้างที่สุดสันดอนทรายงามที่สุด เป็นถ้ำที่มีการจัดเรียงของหินน่าตระการตาที่สุด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสองถ้ำเขาหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย สมควรแล้วล่ะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2003 (ต่อจาก ฮาลองเบย์ พระราชวังเว้ เมืองฮอยอัน และ My Son Cham Towers) ทางด้านประวัติในถ้ำเขาว่ามีภาพเขียน/กระเบื้องแปะโบราณของพวกจาม (ประมาณพวกอาณาจักรเจนละล่ะมั้ง) และใช้เป็นฐานทัพของกษัตริย์ King Ham Nghi สมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคมด้วย

ตัวถ้ำที่ไปถ้าจะล่องเรือจริงๆก็ประมาณ 7 กิโลเมตร แต่เขาเข้าไปแค่ประมาณ 200 เมตรดูจุดไฮไลท์พอ

มีขายของตามแบบฉบับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป

ที่จอดรถถ้ำฟองยา

จุดลงเรือ

เรือลำนึงนั่งประมาณ 10 คน

เด็กเล่นทุ่นลอยกัน

แม่น้ำใส สะอาด ไม่มีกลิ่น ลมเย็นดี

ริมแม่น้ำ

ถึงแล้วปากทางเข้าถ้ำฟองยา

เข้าถ้ำฟองยา

พอเข้าบริเวณถ้ำต้องดับเครื่องยนต์แล้วใช้ไม้พายแทน ไม่งั้นแรงคลื่นจะไปทำความเสียหายได้

ติ่ง มืดมาก เรือแล่นอีก ล่อ iso 12800 อีกละ

ลงเรือก็เห็นความอลังการมาแต่ไกลเลย

กว้างใหญ่ไหมล่ะ

ในถ้ำฟองยา เดินขึ้นมาถึงนี่เหนื่อยเหมือนกันแฮะ

เขากั้นไว้ให้เดินมาสุดแค่นี้

ขากลับเอาอีกสักที

ลงเรือเพื่อไปขึ้นอีกจุดหนึ่งในถ้ำ

เป็นระยะทางประมาณครึ่งนึงของที่เข้าไปถ้ำส่วนโถงใหญ่ตะกี้ ไกด์ให้ลงเดินจากจุดนี้ไปปากถ้ำเอง (แต่จะนั่งอยู่บนเรือก้ได้)

เปิดไฟตกแต่งสวยงาม

หินงอกตระการตาอย่างที่เขาว่าไหมล่ะ

เดินมาเรื่อยๆก็เจอปากถ้ำ

ทำทางเดิน เดินง่ายดี

ปากถ้ำที่เข้ามา

เดินมากเริ่มหิว ได้เวลานั่งเรือกลับไปกินข้าว

แม่น้ำซอนตอนเย็นๆ

มื้อเย็นกินที่โรงแรมนี้

ห้องกว้างขวางดี

อาหารเยอะ ประมาณ 8 อย่าง แต่ไม่กล้าถ่าย ได้ไก่ทอดมาอย่างเดียว

หลังกินอิ่มแล้วก้เดินทางไปยังที่พักเมืองดองฮอย (เมืองย่อยในกวางบินห์) โรงแรมไซ่ง่อนกวางบินห์ ตั้งอยู่ติดแม่น้ำ Nhat Le river ที่หลายร้อยปีก่อนเขาว่าเป็นที่สู้รบของพวกจามกับพวกไดเวียท ตอนอยู่บนรถเห็นสะพานสีๆ เล็งไว้แล้วละว่าเข้าที่พักเมื่อไหร่จะเดินออกมาถ่าย

คืนแรกพักที่โรงแรม Saigon Quang Binh hotel

ข้างในหรูพอได้

ห้องกว้างขวางดี

มุมเครื่องดื่มฟรี

เหมือนโรงแรมในฮานอย ทุกห้องจะมีผลไม้ให้ชุดหนึ่ง

สะพาน Cau Nhat Le
river “หยาดน้ำตาแห่งพระอาทิตย์”

แสงสีจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เพิ่งรู้ว่ามีระเบียงก็ตอนเช้านี่แหล่ะ

ด้านหลังเป็นคลองเล็กๆ

อาหารเช้า ปกติ น้ำซุปอร่อย

ระหว่างรอ กลับไปถ่ายมุมมะคืนอีกที

Vinh Moc Tunnels

อุโมงวินห์มอกอยู่ในเมืองกวางตรี มาเวียดนามสิ่งหนึ่งที่ก็ต้องพูดคือสงครามเวียดนามที่ชนะเมกามาได้อ่ะนะ ตั้งกะตอนไปฮานอยแล้วที่อยากลงไปดูอุโมงค์ แต่ที่นั่นไม่มี ได้มาลงที่เวียดนามกลางแทน ตัวอุโมงค์ถูกขุดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 พร้อมใช้ในปี ค.ศ. 1971 ข้างในมีทั้งที่อยู่อาศัย ห้องครัว ห้องพยาบาล ของ 60 ครอบครัว ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจุดอุโมงค์นี้จากอุปกรณ์บ้านๆ มือบ้าง จอบบ้าง ถ้วยชามกระเบื้องบ้าง ตอนนั้นใช้ชื่อว่า อุโมงค์ Son Vinh หมายถึงผู้คนจากหมู่บ้านวินห์มอก และวินห์ลินห์อันประกอบด้วยชาว Son Trung และ Son Ha ที่อาศัยอยู่บนภูเขา (Son) มาช่วยกันขุดอุโมงห์นี้ขึ้น ด้วยความยาวกว่าสองกิโลเมตร มีทางเข้าออกหลายทางที่เชื่อมถึงกันหมด กลบหลักฐานการขุดอุโมงค์ด้วยการขนดินไปทิ้งทะเลยามค่ำคืนทำให้ทหารอเมริกามองไม่เห็น เขาว่าจากการสร้างอุโมงค์นี้ทำให้ไม่มีใครเสียชีวิตเลย มีชีวิตเพิ่มมาอีก 17 คนอีกตะหาก จะมาตายก็ตอนจบที่มีคนไปโดนกับระเบิดที่หลงจากการกู้นั้นเอง ชาวบ้านต้องหลบซ่อนอยู่ในอุโมงค์กว่า 6 ปี จนมีอิสระภาพจากการ “ล่าเพื่ออิสรภาพ” ออกมาเห็นแสงตะวัน การต่อสู้เพื่อระบอบการปกครองที่เชื่อมั่นก็จบลง

ที่ทำการ

ทางเข้า-ออกของอุโมงค์

จุดแข็งหนึ่งของที่หลบภัยนี้คือติดทะเล

เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สงครามกันก่อน

ภายในก็เป็นของที่มาตั้งกะยุคสงคราม

อาวุธ

ของใช้

รูปถ่ายสมัยนั้น

ภายในอุโมงค์

ช่วงกลางอุโมงค์มืดมาก มองทางแทบไม่เห็น

อยู่แบบนี้กัน 6 ปี อาห์ ประชาธิปไตยจริงๆ

ออกจากอุโมงค์เหงื่อท่วม ออกไปกินข้าวต่อที่เมืองดองฮา ร้านรอยัลปาร์ค ก่อนที่จะเดินทางไกลต่อไปยังเมืองดานัง

กินมื้อกลางวันกินที่เมืองดองฮา

ภายในร้าน

อาหารก็อร่อยปกติ

นั่งรถต่อยาวๆไปยังเมืองดานัง

มอไซที่นี่เยอะมาก

สะพานแบ่งแยกตอนสงครามเวียดนามเหนือ-ใต้ ตรงนี้คือกึ่งกลางของประเทศ เป็นสะพานเปลี่ยนสีได้เพราะกลางคืนฝ่ายนึงก็จะทาสีสะพานให้เป็นสีของฝั่งตน พอีกฝ่ายมาเจอก้เปลี่ยนกลับอีก สลับไปสลับมา สงครามกีฬาสี

ประเทศริมทะเลทั้งที ของขายราคาแพงก็ต้องเป็นหอยมุก

คล้ายๆที่จีนแหล่ะ เลี้ยงหอยมุก ของดีต้องยังงั้นยังงี้

ไม่มีตังค์ก็ออกมาเดินเล่นข้างนอกดีกว่า

อยู่ติดริมทะเล เสียดาย เขากั้นเดินลงไปไม่ได้

เดินทางต่อ รถแล่นเลียดทะเลตลอดทาง

อุโมงค์เจาะทะลุภูเขาเชื่อมเมืองเว้กับดานัง

เข้าอุโมงค์ วิ้งๆๆๆ

โผล่มาก็ถึงเมืองดานังแล้ว

เรือแบบที่เขาเคยเอามาช่วยตอนน้ำท่วม ใช้ไม้สานแล้วยาด้วยยางมะตอย

ผ่านเมืองดานังมาไม่นานก็ถึงเมืองเป้าหมาย “ฮอยอัน”

Hoi An

ฮอยอันหนึ่งในเมืองเป้าหมายที่อยากมาเวียดนามกลาง เป็นเมืองท่าเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึง 19 แต่ถ้าย้อนกลับไปประวัติเมืองนี้เติบโตมาพร้อมกับประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยอาณาจักรจามปานู่น โดยทำการค้าขายเครื่องเทศผ่านแม่น้ำทูบอน (Thu Bon) จนมาสมัยศตวรรษที่ 14 เมืองนี้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของ  Nha Trang แต่ด้วยระบบการขนส่งทางน้ำเมืองฮอยอันก็ยังเป็นจุดค้าขายสำคัญกับชาวลาว และไทย จนถึงช่วงศตวรรษที่ 16 – 17 ชาวจีนและญี่ปุ่นนิยมมาค้าขายที่นี่ถึงกับตั้งให้เป็นจุดติดต่อค้าขายที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียวถึงกับเรียกว่าเป็นเมือง Haipo (เมืองริมทะเล) ติดต่อกันทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ยุโรป เขาว่ามีหลักฐานการค้าเซรามิคจากฮอยอันไปยังแม่น้ำไซนายประเทศอิยิปต์ด้วย ในช่วงนั้นเองชาวญี่ปุ่นก็ได้สร้างสะพาน Chùa cầu เป็นตัวแบ่งเมืองฮอยอันออกเป็นสองฟาก

แล้วทำไมเมืองท่าที่คึกคักมาตลอดกว่า 400 ปีนี้ ถึงกลายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมไปได้ล่ะ

นั่นก็เพราะสมัยปลายศตวรรษที่ 18 เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ในฐานะที่แพ้สงครามกษัตริย์ Gia Long เลยให้สิทธิในการค้าขายพิเศษที่เมืองดานังแก่ประเทศฝรั่งเศส จนกลายเป็นเมืองท่าหลักของประเทศอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้เองเมืองฮอยอันจึงถูกลืมและปล่อยไว้อย่างนี้มากว่า 200 ปี เอ้า ปล่อยร้างนัก ตั้งให้เป็นเมืองมรดกโลกเลย

เห็นร้านโชว์ห่วยสไตล์เวียดนามตั้งกะบนรถเลย

ลงรถได้ก็เดินเลย

รองเท้า รองเท้าเต็มไปหมด

บรรยากาศแบบนี้แหล่ะ ดูเวียดนามดี

สะพานญี่ปุ่นข้ามไปสู่ส่วนเมืองเก่า

สะพานญี่ปุ่น Chùa cầu จุดนี้เลยที่เห็นได้บ่อยในภาพถ่ายเกี่ยวกับฮอยอัน สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1593 โดยสร้างเป็นสะพานโค้งสวยงามรูปแบบของนิกายเซน เพื่อใช้เชื่อมไปยังย่านการค้าของจีน สะพานนี้มีเรื่องเล่าอยู่ว่าแต่ก่อนเป็นอาวุธของคนโบราณที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับปิศาจมามาสึ (Mamazu) หัวอยู่อินเดีย หางอยู่ญี่ปุ่น ส่วนหลังนั้นอยู่ที่เวียดนาม คอยสร้างแผ่นดินไหวและมหันตภัยต่างๆ

แต่ละฝั่งจะมีรูปปั้นลิงกะหมาอันเป็นผู้พิทักษ์ของสะพาน เพราะสะพานนี้เริ่มสร้าง ค.ศ. 1593(ปีลิง) สร้างเสร็จปี ค.ศ. 1595 (ปีหมา)

ในปัจจุบันก็ยังใช้เป็นทางสัญจรสำคัญอยู่

ฝั่งนึงของสะพานเป็นศาลเจ้า ซึ่งศิลปะแบบนี้ได้รับการยกย่องว่าแตกต่าง

ริมฝั่งคลอง

มาต่อที่วัดจีน ซึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นวัดจีนไหน หาในเนตเขาว่า Chinese Assembly จะมีอยู่ 5 แห่งในเมืองฮอยอัน คือ Fujian Assembly (ยิ่งใหญ่ที่สุด), Trung Hao Assembly (เก่าแก่ที่สุด), The Ghaozhou, Cantonese Assembly และ Hainan Assembly แต่อันที่ไปไม่รู้คืออันไหน ดูรูปไปเฉยๆละกัน 555

หน้าวัดจีนในฮอยอัน

วัดจีน

ธูปขดๆ แปลกดี

แม้จะไม่ใช่เมืองท่าแล้ว แต่ก็ยังเนืองแน่นด้วยชาวต่างชาติในฐานะเมืองท่องเที่ยว

แอบถ่ายชาวบ้าน ฝีมือไม่มีก็หลุดโฟกัสกันไป 555

อยากลองนั่งกินอยู่เหมือนกัน แต่ยังอิ่มอยู่

มอไซไปทุกที่

เป้าหมายคือบ้านเลขที่ 101

Tan Ky house ซึ่ง Tan Ky แปลว่า progress shop

บ้านหลังนี้มีอายุกว่า 300 ปี แต่ไม่ใช่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดหรอกนะ แค่เป็นบ้านที่ยังคงรักษาสภาพไว้ดีที่สุดน่ะ

แต่ก่อนน้ำเคยท่วมถึงขีดเหลืองนั่นน่ะ อืม เพิ่งผ่านน้ำท่วมปลายปี พ.ศ. 2554 มา เข้าใจว่าเป็นไปได้ล่ะ

ข้างบนนั้นเขามาถ่ายพรีเวดดิ้งกัน ขอให้แต่งงานกันแล้วอยู่ครองคู่กันยาวนานแบบคู่ข้างล่างล่ะ

แอบถ่ายซะเลย

ถ้ามีเวลามานั่งรับลมก็บรรยากาศดีนะ น้ำไม่มีกลิ่นเหม็น

อยากกินอีกละ เห็นของกินไม่ได้

สะพานญี่ปุ่นอีกที ตอนแรกคนเยอะขี้เกียจรอ มาถ่ายตอนขากลับนี่ล่ะ

เข้าช่วง “ซื้อของ”

ระหว่างรอก้เดินถ่ายรอบๆละกัน

เริ่มมืด ร้านเริ่มเปิดไฟแล้ว

นั่งใช้พัดให้บรรยากาศดี

พวกภาพวาดแบบเวียดนาม

เด็กน้อยกับหมาน้อย

เหมือนหมาไขลานเลย เดินไปได้สักพักคนก็จับมาตั้งมันก้เดินใหม่

การละเล่นของเด็กแถวนี้เอาไม้ไผ่รูปร่างคล้ายลูกขนไก่มาตบๆกันไม่ให้ตกพื้น

เสื้อยืดตัวละ 50 บาท คุณภาพตามราคา ขาดง่ายจัง

แต่ผู้หญิงน่าจะชอบเพราะของถูก ยังคงเดินถ่ายไปเรื่อย

เมืองนี้เขาว่าเป็นเมืองไร้แสงฟลูออเรสเซนท์ ทำให้มืดแล้วจะมีแต่แสงสีสวย แต่เท่าที่เดิน หลอดยาวนี่หอเห็นอยู่นะ

แสงสี สวยดี มารอคนอื่นที่จุดรอรถบัส

เสียดายกลับซะละ เดินเวลานี้ในเมืองฮอยอันน่าจะสวยไปอีกแบบ

เครื่องหมายมรดกโลกสักหน่อย

มื้อเย็นวันนี้กินที่ Le Ba Thuyen

ก็เหมือนๆภัตรคารจีนอ่ะนะ

อาหารก็…อร่อยดีนะ แต่จำไอรูปข้างบนตรงกลางไว้ นั่นแหล่ะ เฝอ ออริจินอล ผักเขียวๆนั่นเหม็นมาก ถึงมากที่สุด คายแทบไม่ทัน

คืนนี้พักที่ Bach Dang Hoi An Hotel

ห้องก็ปกติแหล่ะ

อ่างน้ำมีแต่งนิดหน่อย

ออกไปสำรวจรอบโรงแรม

เงียบสงบ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดแล้ว สมเป็นเมืองอนุรักษ์จริงๆ

ได้นมกลับมาสองกล่อง

อาหารเช้า

ถ่ายโรงแรมตอนสว่างทีนึง

เดินทางย้อนกลับไปยังเมืองดานัง

เมืองท่าปัจจุบัน จุดยุทธศาสตร์น่าจะดีกว่าฮอยอันตรงที่ติดทะเลเลย ย้ายมาเลยได้ประโยชน์สองต่อ คือได้เมืองท่าที่ดีขึ้น และได้เมืองฮอยอันเป็นเมืองมรดกโลก

จุดหมายที่ต้องการมาเวียดนามกลางก็ได้เห็นทั้งสองที่แล้ว ทั้งเว้ และฮอยอัน แต่จากที่หัวหน้าทัวร์ยกย่องที่สุดกลับเป็นบาน่าฮิลล์ ฟังแล้วคิดว่าคงคล้ายๆสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ของเกาหลีซะล่ะมั้ง นั่งกระเช้าไปสวนสนุกเนี่ย เอาน่าถือว่าแถมจากที่ต้องการล่ะ

Ba Na Hills

ก้าวแรกที่เจอที่บาน่าฮิลล์รู้สึกผิดคาดอย่างมาก เพราะมันดูดี และน่าสนใจกว่าที่คิดไว้เยอะแฮะ ความใหญ่และเครื่องเล่นนั้นคงสู้เกาหลีไม่ได้ แต่ความตั้งใจนั้นเต็มเปี่ยมแน่นอน ตั้งแต่นั่งกระเช้าลอยฟ้าที่มีความยาวกว่า 5 กิโลเมตร นั่งนานประมาณ 20 นาทีเลย (ไม่แน่ใจว่ายาวที่สุดในโลกรึเปล่า) ผ่านป่าที่เขาว่ากันว่าเป็นป่าสี่ฤดูในหนึ่งวัน คือใบไม้ผลิในตอนเช้า เข้าบ่ายเป็นฤดูร้อน เย็นใบไม้ร่วง และหนาวเมื่อมืดค่ำ เพื่อขึ้นไปยังยอดเขาบาน่าที่มีความสูง 1,487 เมตร ที่เมื่อ 50 ปีก่อนกองทัพฝรั่งเศสมาสร้างที่พักไว้บนที่แห่งนี้ พอมาปีหลังยุคพัฒนาของเวียดนามเลยจัดการบูรณะครั้งใหญ่ ให้เป็นที่ท่องเที่ยวสอดคล้องกับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี ค.ศ. 2014 นั่นเอง (ลองนึกถึงภาพเกาหลีหนุนเรื่องท่องเที่ยวของเขาอย่างเต็มระบบ ถ้าเวียดนามทำได้อย่างนั้นก็น่ากลัวทีเดียว)

ถึงแล้ว บา น่า ฮิลล์

ข้างล่างจัดบริเวณเข้ากับสไตล์เวียดนาม

บัตรขึ้นกระเช้า

แผนของเขาคือสร้างให้เสร็จตามนี้ก่อนเปิด AEC ในปี 2014 ทั้งหมดคือของจริง ไม่อิงฉากแบบเอเวอร์แลนด์

กระเช้า ba na hills ส่วนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ยาวที่สุดในโลก

สังเกตุป่าไม้ข้างล่าง หลังจากเขาสร้างกระเช้าเสร็จ เห็นร่องรอยการทำลายไหมล่ะ

ปลายทางคือเหนือเมฆนั่น นั่งไปยาวๆ

อากาศเริ่มเย็น ขึ้นมาเหมือเมฆแล้ว อาคารที่เห็นนั่นคือบ้านพักของชาวฝรั่งเศสเก่าที่มาสร้างไว้ เอามาใช้ประโยชน์ต่อซะเลย

แต่ยังไม่จบ ยังต้องเดินไปขึ้นกระเช้าอีกต่อหนึ่ง

พอมาช่วงนี้กระเช้าเปลี่ยนทรง

ปลายทางคือสวนสนุกบนยอดเขา แผนเขาว่าจะทำเป็นเมือง และรีสอร์ทที่พักกว่าหนึ่งร้อยหลัง

ยังไม่เสร็จ เหลือเวลาสร้างอีกสองปี

จะตายก็ตรงตัวมาสคอตนี่แหล่ะ ออกแบบให้มันดีหน่อยได้มั้ย – -“

พอสร้างเสร็จพวกร่มน่าจะเอาที่มันมีทรงสวยกว่านี้มาใช้

อากาศข้างบนเย็น อยู่สบาย สำหรับเด็กดอยคงชินแล้ว 555

ทางเข้าสวนสนุก

ภายในบรรยากาศอึมครึมทีเดียว

ตัวนี้ทำมาสวยดี

ดูขาดๆ theme ยังไงไม่รู้ มีการแบ่งชั้น การจัดพื้นที่ในแต่ละชั้นน่าจะโดดเด่นกว่านี้

ได้ยินเสียงวี้ดว้ายมาแต่ไกล

เครื่องเล่นเด่นของที่นี่ ลอยไปสูงๆแล้วตกตุ้บ

ปล่องของเครื่องเล่นนี้ทำออกมาได้ดีทีดียว แต่อย่างอื่นไม่น่าสนใจเท่าไหร่

เครื่องเล่นเด่นอีกตัวก็เครื่องเหวี่ยงๆล่ะมั้ง

มาทั้งทีเข้าสักที่ละกัน มาย้อนยุคล้านปี

แมมมอธธธธธธ

เสือเขี้ยวดาบบบบบบ

จากตัวปราสาทเดินขึ้นไปประมาณ 800 เมตร บนยอดเขามีวัดจีนอยู่

มองเห็นข้างล่าง โครงการทั้งหมดไม่ใช่แค่ที่เห็นนะ เห็นภูเขาที่โดนถากไกลๆนั่นไหมล่ะ ทำเสร็จคงเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่น่าดู

อาคารสวยงาม ทำเป็นที่พักมั้ง ถ้าครบโครงการ แถวนี้จะมีสวนดอกไม้เต็มภูเขา

หมดเวลา ต้องลาจากแล้ว คิดว่าจะกลับมาดูอีกทีตอนสมบูรณ์แหล่ะ
อ่อ ที่นี่ยังมีพระพุทธรูปขาวองค์ใหญ่อยู่แถวที่พักเปลี่ยนกระเช้าอีก แต่เนื่องจากเกิดเหตุดินถล่มเขาจึงปิดไม่ให้ผ่านน่ะ

สูงแต่ไม่เสียว กระเช้าราบลื่น พื้นฐานแน่นหนาดี

งานบริเวณสวยงามตั้งกะข้างล่างยันข้างบน …ยกเว้นตัวข้างในสวนสนุก 555

บาน่าฮิลล์ ทำออกมาได้ดีทีเดียวคอนเซปท์มาถูกทางแล้ว แต่ข้างในดูขาดๆอะไรไปสักอย่าง ประมาณว่าผมเดินเดอะมอลล์บางแคเล็กกว่า แต่การประดับยังดูแล้วไหลลื่นกว่า คาดว่าหลังปี 2014 เสร็จหมดแล้วน่าจะสมบูรณ์กว่านี้ คอมเซปท์ดี สถานที่ดี อากาศดี ตัวอาคารสวยงาม แต่ถ้าตัวไฮไลท์สวนสนุกยังเป็นแบบนี้ก็น่าเสียดาย ยังไงหลังทำเสร็จก็อยากมาดูอีกทีล่ะ

มาเมืองริมทะเลทั้งทีต้องกินอาหารทะเลกันหน่อย

รสชาติ เหมือนของเก่า เนื้อยุ่ยๆ ปลาหมึกแข็ง อาหารทะเลไทยอร่อยกว่า (แต่ต้องแบบสดๆใหม่ๆนะ)

อิ่มแบบตื้อๆแล้วก็เดินทางกลับไปยังเมืองเว้

เว้ เป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศเวียดนาม ในช่วงปี ค.ศ.1802 – 1945 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหงียน (Nguyen dynasty) ซึ่งมี Nguyễn Phúc Ánh หรือภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เกีย ลอง (Gia Long) เป็นปฐมกษัตริย์ ที่เมื่อได้ปกครองประเทศเวียดนามก็ประกาศให้เมืองเว้เป็นเมืองหลวง จนถึงปี 1945 จักรพรรดิเบาได๋ (Bao Đại) สละราชสมบัติให้กับระบอบคอมมิวนิสต์ (แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศจากการช่วยเหลือของฝรั่งเศสในตอนล่าอาณานิคม ท่ามกลางความไม่พอใจของคอมมิวนิสต์ แต่ประชาชนเวียดนาม โอเค ก็โอเคตามนั้น) ในยุคนี้เองเมืองหลวงจึงย้ายไปยัง ไซ่ง่อน (Sai Gon) ทางภาคใต้

แน่นอนว่าเมืองหลวงเก่าระบอบกษัตริย์ ก็ต้องมีพระราชวัง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบ่ายนี้ล่ะ

Complex of Hue Monuments

อีกหลายเวบเขาเรียกพระราชวังเว้ว่า Hue Imperial Citadel ก็อย่างว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของกษัตริย์ราชวงศ์ Nyugen กว่า 13 พระองค์ช่วงที่เว้เป็นราชธานีนั่นแหล่ะ

มีประตูทั้งหมด 4 ด้าน ยาวด้านละประมาณ 600 เมตร

เอ๊ะ หรือที่ว่า 600 เมตรหมายถึงประตูชั้นในนี้หว่า

Ky Dai (Flag Tower)

การรอถ่ายไม่ใช่นโยบาย 555

ส่วนทางเข้าหลัก เรียกว่า Ngo Mon Gate ล่ะมั้ง (ไม่แน่ใจ)

ศิลปะเวียดนาม คล้ายๆจีนอยู่นะ

ลายลูกกรง

ช่วงที่ไปมีงานสัมพันธ์ทิเบตอยู่พอดี เลยประดับธง

Thai Hoa Palace (The Throne Palace/Palace of the Supreme Harmony) มีไว้เป็นที่พบปะกัน

มังกรใหม่ๆ ได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีใต้

ชุดจักรพรรดิ

ชุดแม่บ้านสมัยนั้น

ส่วนที่ยังบูรณะไม่เสร็จ ยังมีอีกเยอะเลย (ได้รับการช่วยเหลือจากเกาหลี)

หลังรั้วนี้ไปก็ยังมีอีกเยอะ พวกที่อยู่ราชา/ราชินี หรือหลุมศพกษัตริย์ที่เขาว่าการจัดของแต่ละหลุมแตกต่างกันเพื่อให้สะท้อนการใช้ชีวิตขณะมีชีวิตอยู่ของแต่ละคน อีกมากมาย

หมดเวลา ถ่ายขาออกอีกทีน่า

แม่ค้าน้ำอ้อยด้านหน้า เป็นน้ำอ้อยผสมมะนาว รสแปลกๆดี

ความจริงพระราชวังเว้ยังมีอีกหลายทีี่ที่น่าแวะไปดู แต่น่าเสียดายที่ทัวร์ให้เวลากับที่นี่น้อยไปหน่อย ลดเวลาส่วนนี้แล้วไปเพิ่มเวลาให้กับการช้อปตามคำเรียกร้องของเหล่าพ่อบ้าน/แม่บ้าน ในสถานที่ถัดไป ตลาดดองบา

Dong Ba Market

ตลาดขายทุกอย่าง ของเยอะมาก เริ่มตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1887 โดยกษัตริย์ดอง ข่าน สร้างมาเพื่อทดแทนตลาด Qui Gia Thi เดิมที่ถูกเผาในยุคสงครามนั้นเอง

สามล้อถีบ ได้บรรยากาศดี

เดินถ่ายบริเวณหน้าตลาด

บริเวณลานจอดรถ บรรทุกได้เยอะดีนิ

คนนี้จัดเรียงนี่เอง

เข้าตลอดละ

ของหลากหลายอย่าง อยากได้ถูกก็ต้องต่อเอา (แต่ก็ไม่ได้ดุเดือดแบบตลาดรัสเซียที่ปักกิ่ง) อย่างขนมถั่วเขียว ไปซื้อที่ร้านอาหารกล่องละ 50 บาท มาที่นี่ 20 บาท

เสื้ออีกละ แต่รู้สึกจะแพงกว่าที่ฮอยอัน

ถ่ายจากชั้นสองที่มีเสื้อผ้าสไตล์เวียดนามเต็มไปหมด ชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นขนมกับของที่ระลึก

หมวกเวียดนาม อยากได้นะ แต่ไม่รู้ซื้อมาทำไร ใช้ถ่ายรูปเอาละกัน

ไม่มีไรทำ รอคนอื่นซื้อของอยู่นาน ออกมาเดินเล่นริมถนนนี่แหล่ะ

กระทิงแดงไปทั่วจริงๆ

เยอะมาก

แบกอย่างคุ้มค่า

กินข้าวที่ร้าน Thang Long แต่ไม่ได้ถ่ายอาหารมา

ไปล่องเรือฟังเพลงกลางแม่น้ำฮงเกียง ( Huong Giang) หลังกินข้าว

ที่นี่เขาขนานนามว่าเป็นแม่น้ำน้ำหอม ที่มาเป็นไงไม่รู้เหมือนกัน

หยุดแล้วร้องเพลงกลางแม่น้ำให้ฟัง มาถ่ายรูปเล่นหลังเรือสะเลย
ตอนร้องเสร็จมีให้ลอยกระทงเล่นด้วย

ลอยเสร็จก็แล่นเรือไปจอดเทียบท่าให้ถึงโรงแรมที่พัก

คืนนี้พักที่ Huong Giang Hotel เดินจากเรือผ่านลอบบี้ไปห้องพักเก็บสัมภาระ

ห้องพักก็สวยดี น่านอน แต่…

…คืนสุดท้ายทั้งทีจะให้นอนเลยก็ยังไงอยู่ ไปเดินสำรวจแถวนั้นตอนกลางคืนสักหน่อย

สิ่งอันตรายของที่นี่คือไอสามล้อพวกนี้แหล่ะ มันจะเดินมาตื๊อ “ไปมั้ยๆ” ไกด์บอกว่าถ้าเผลอไปนั่งมันเสียหายหลายแสนแน่ (แต่ทำไมยังปล่อยให้อยู่บนถนนเห็นอยู่โต้งๆได้นะ)

แม่บ้านต่อราคาของอยู่ เราก็เดินถ่ายไปเรื่อยนั่นแหล่ะ (แต่ของเช่นพวกกระเป๋าก็ถูกจริง)

เมืองกลางคืนคึกคักกว่าฮอยอันอยู่เยอะพอสมควรเลย

เดินเรื่อยเปื่อยไปยังสวนสาธารณะ ยังจุดที่ขึ้นเรือนู่น (ขึ้นเรือแถวนี้แหล่ะ และก็จอดกลางแม่น้ำตรงสะพานนั่น)

เดินเมื่อยแล้วก็กลับโรงแรมนอนดีกว่า

ถ่ายจากระเบียงโรงแรมสักนิดก่อนนอน

ตื่นเช้ามาอากาศสดใส แม่น้ำเขาก็ใสดีจริงๆ

เช้าๆน้ำใน แต่พอพระอาทิตย์สูงกว่านี้ก็ไม่ได้เห็นเงาแบบนี้ละ โสนะหน้าคนตื่นสาย 555

เตรียมของออกเดินทางกลับ

มื้อสุดท้ายที่เวียดนาม อาหารเช้าโรงแรมนี่แหล่ะ

ระหว่างรอถ่ายเล่นแถวโรงแรม

ทางเข้าที่เที่ยวสุดท้าย “วัดเทียนมู่”

Thien Mu Pagoda

เจดีย์นี้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1601 ในตำนานเขาว่ามีชาวบ้านขึ้นเขาไปเจอหญิงชราเสื้อแดงออกมาแล้วบอกว่า “พระเจ้าจะมาแล้วสร้างของสำคัญที่นี่นะ” พอกษัตริย์เหงียน ฮอง ได้ยินดังนั้นจึงให้สร้างเลยแล้วให้ชื่อว่าเจดีย์หญิงสาวชาวสวรรค์ (เทียนมู่)

ภายในวัดนอกจากตัวเจดียืแล้วก็ยังมีรถที่พระ Thich Quang Duc ใช้นั่งไปไซง่อนก่อนจะโดนเผาขณะประท้วงเพื่ออิสระภาพ และเสียชีวิตอย่างสงบตรงนั้น

ยักษ์ไม้ที่เห็นตรงประตูนั่นทั้ง 12 ตนนั่น หนวดใช้หนวดคนจริงๆนะ อี๋

เต่ากับแผ่นเหล็ก เขาว่าให้ถูๆแล้วจะเป็นสิริมงคล

ตัววัด

พระประธานมั้ง จุดขายอยู่ที่เจดีย์นี่นะ

รถคันที่ว่า

ภาพเหตุการณ์ตอนนั้น ตั้งกะปี 1963

หน้าสะใจไปมั้ยเณร

เจดีย์เทียนมู่ ความจริงอยู่ตรงทางเข้าเลย แต่เนื่องจากคนเยอะ ขี้เกียจรอ เลยถ่ายตอนขาออกดีกว่า

ข้างหลังก็แม่น้ำเมื่อคืนน่ะแหล่ะ

เดินทางกลับแล้ว รีบเร่งนิดหน่อยเนื่องจากไกด์กลัวไปถึงชายแดนตอนเขาพักกลางวัน (ต้องรอเขานอนกลางวันอีก)

ขากลับผ่านด่านลาวบาวชายแดนระหว่างลาวกับเวียดนาม

เทียบกับขาไป ขากลับนี้คึกคักต่างกันเยอะ เนื่องจากเป็นด่านดั้งเดิมที่ใช้เดินทางไปเวียดนามด้วย

ด่านทางนี้มีรถเข้า-ออกเยอะมาก

มีร้านดิวตี้ฟรีเล็กๆอยู่

มื้อเที่ยงที่ลาว ร้านแฟนต้า อะไรสักอย่างมั้ง

ถึงด่านสะหวันนะเขต จ.มุกดาหารแล้ว

เข้าไทยแล้วก็กลับมานั่งรถคันเดิม หายเมื่อยหน่อย

ทางด้านนี้มตลาดอินโดจีนให้เดินเล่นด้วย เสียดายตอนไปตลาดส่วนใต้ดินถูกน้ำท่วมเลยต้องปิดซ่อม

วัดอะไรไม่รู้แถวนั้น ผ่านเลยเดินเข้าไปหน่อย

รถแถบนี้แต่งสีสันดี

ปลาหมึกแห้ง

ของขายก็เหมือนของที่เห็นตามชายแดนทั่วไป

มื้อเย็นกินที่ร้านเมืองมุกดา ร้านใหญ่ของจังหวัด

รสชาติอีสานแท้คือจืด-เผ็ด อย่างปลาที่เห็นตรงกลางนั่นก็เหมือนเอาไปทอดเฉยๆไม่ปรุงตัวปลา แล้วเอาซอสราดเลย

ลูกค้าหลักคงเป็นพวกทัวร์นี่แหล่ะ เลยมีห้องอาบน้ำไว้ให้อาบน้ำ (เก็บตังค์ มีผ้าขนหนูให้) ล้างหน้า แปรงฟันด้วย พวกเอ็งยังต้องเดินทางอีกไกล หึหึ (ก็ดีนะ สะดวกดี)

จบแล้วครับทริปเวียดนามกลาง ได้ครบรสทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต เมืองเก่า ไปจนถึงเมืองในอนาคต (ของเขา)

เทียบกับเวียดนามเหนือเป็นอย่างไรบ้างล่ะ เหลือที่ยังไม่ได้ไปคือเวียดนามใต้ แต่คงไม่ไปล่ะ ถ้าฟรีก็ไม่แน่

เสน่ห์ของเหนือและกลางมีทั้งคู่ แตกต่างกันบ้าง น่าลองไปดูนะ เที่ยวกันในหมู่เพื่อนบ้านนี่แหล่ะ ภูมิภาคเดียวกันเนี่ย ผู้คนมองตารู้ใจ โดนหลอกแน่นอน (ก็ทุกประเทศแหล่ะ) คาดว่าถ้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ฝรั่งเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานนี้ในอนาคตเขาอาจจะเปิดให้เที่ยวด้วย ประเทศนี้หากเปิดตัวเต็มที่น่ากลัวทีเดียวกับฐานะคู่แข่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ไปเวียดนามเหนือยังไม่ได้ไปฮาลองเบย์ ไปเวียดนามกลางก็ไม่ได้ไปสุสานกษัตริย์ไคดิงค์ อืม ไปสองที่ก็ไม่ครบสองที่ ในเวียดนามหากจะไปอีกที่อยากไปที่สุดคือโบราณสถานอาณาจักรจาม แต่ไม่มีทัวร์ไหนจัดเลยแฮะ

e123

อ้อ เผื่อใครใครสนใจศึกษาเวียดนามกลางและต้องการสาระไปอ่านที่นี่เลย แถมวันเท่ากัน แต่ได้เที่ยวเยอะกว่าอีกตะหาก (อะไรฟระ) ของบริษัททัวร์ หรือหนังสืออะไรสักอย่างเขาเขียนไว้ หากมีใครเผลออ่านข้างบนนั่นไปแล้ว …อ่านมาตั้งนาน จะบอกว่า …ส่วนใหญ่ผมมั่วน่ะ 555

ขอบคุณเนื้อหาจาก  vietnamtourism.com, vietnamonline.com

One response to “VIETNAM : Hue – Danang – Hoi An

  1. Pingback: มัณฑะเลย์ ราชธานีสุดท้ายแห่งอาณาจักรพม่า | Log 2 Blog·

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s