เมืองลำพูน นครหริภุญไชย

จากทริปพาแม่ไหว้พระที่เชียงใหม่ จึงเกิดเป็นทริปเที่ยวภาคเหนือแบบเน้นโบราณสถานแถบเหนือของไทย ออกจากบ้านประมาณตี 5 แวะพระธาตุลำปางหลวงนิดหน่อย และถึงจังหวัดลำพูนประมาณเที่ยง จังหวัดลำพูน แต่ก่อนเป็นแค่ทางผ่านที่ไปเชียงใหม่ ถ้าแวะก็แค่วัดพระธาตุหริภุญไชยที่เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของพี่ มาคราวนี้พี่อยากศึกษาประวัติศาสตร์โบราณของที่ต่างๆในประเทศไทย เลยขอตามศึกษามั่งเลย

ประวัติศาสตร์เก่าแก่ของจังหวัดลำพูนสืบตามพงศาวดารอาณาจักรโยนก-เชียงแสน กล่าวไว้ว่าเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อน  พระฤๅษีวาสุเทพเกณฑ์พวกเม็งคบุตร (ชาวมอญ) สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นระหว่างแม่น้ำกวง และแม่น้ำปิง สร้างเสร็จก็เชิญพระนางจามเทวี ราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้ มาเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชย และได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองที่สามารถปกครองตัวเองมาหลายรุ่น

นครหริภุญชัยจบลงที่สมัยพระยายีบาถูกรวบเป็นอาณาจักรล้านนา ในปี พ.ศ. 1835 จากการวางแผนของพญามังรายส่งอ้ายฟ้าขุนศึกชาวลัวะมาเป็นไส้ศึกในสมัยพระเจ้ายีบาบ่อนทำลายให้ประชาชนเกลียดกษัตริย์ แล้วจึงยกทัพมาตีได้สำเร็จจนพระยายีบาต้องหนีไปยังเขลางค์นครซึ่งมีพญาเบิกบุตรชายปกครองอยู่

จนกระทั่งสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมแผ่นดินไทยเมืองนี้ (ภายใต้การปกครองของพม่า) ก็ถูกรวมไปในอาณาจักรไทยแต่ก็ยังมีผู้ครองเมืองหริภุญไชยอยู่ มาจบตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงถูกเปลี่ยนเป็นจังหวัด โดยมีเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรี เจ้าจักรคำขจรศักดิ์

นครนี้ใช้เวลาเที่ยวประมาณครึ่งวันเนื่องจากตอนเย็นต้องเดินทางไป อ.ฮอด ต่อ

ประตูเมือง (ส่องผ่านกระจกรถกำลังวิ่ง แบบว่าขี้เกียจ)


วัดพระยืน

วัดพระยืนเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่นอกเมืองทางทิศตะวันออก เป็นวัดสำคัญหนึ่งในสี่ของวัดสี่มุมเมืองที่ พระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งหริภุญไชยนคร ทรงให้สร้างไว้เมื่อปีพุธศักราช 1209  เมื่อพระนางเจ้าจามเทวี    ครองราชย์นครหริภุญไชยได้ 7 ปี จึงได้สร้างวัดทิศตะวันออกสร้างพระวิหาร พระพุทธรูป  และเสนาสนะ ให้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ ชื่อวัดอรัญญิการาม

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 1606 พระเจ้าธรรมิกราชกษัตริย์หริภุญไชย องค์ที่  32   ได้มีผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ   โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินกลางเมืองเปล่งรัศมีแสงสีว้อบแว้บ พระองค์เลยให้สร้างสถูปปราสาทสูง 9 เมตร (18 ศอก) พร้อมประตู  4  ด้าน   ตรงที่พระบรมสารีริกธาตุผุดขึ้นนั้นต่อมาภายหลังเรียกว่า พระธาตุหริภุญไชย อ๊ะ คนละที่หนิ วัดพระยืนคือหลังจากนั้น พระเจ้าธรรมิกราชทรงหล่อพระมหาปฏิมากรทองสัมฤทธิ์สูง 9 เมตร มาประดิษฐาน ณ ทิศตะวันออกทางด้านหลังของพระวิหารพระธาตุหริภุญไชย วึ่งมีวัดอยู่เดิม ทรงให้สร้างปราสาทสถูปเป็นที่ประดิษฐานพระมหาปฏิมากร (พระพุทธรูปยืน) และให้ชื่อว่า วัดพุทธมหาสถาน  ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดป่าไผ่หลวง  และเป็นวัดพระยืนในปัจจุบัน ด้วยความที่เป็นวัดของกษัตริย์ แต่ก่อนจึงหอมเย็นไปด้วยกลิ่นผ้ากาสาวพัตร์  และดารดาษไปด้วยสีขาวของเหล่าสตรีผู้ประพฤติพรหมจารี

เมื่อ พ.ศ. 1913 พระยากือนากษัตริย์ ผู้ครองนครพิงเชียงใหม่และลำพูนได้ทรงทราบกิตติศัพท์ของสถูปของพระสุปติปันนะตาธิคุณญาณ  แห่งพระมหาสุมนะเถระแห่งกรุงสุโขทัย จึงมีบัญชาให้หมื่นเงินกองเป็นราชทูต  เชิญพระราชสารและเครื่องบรรณาการไปถวายพระมหาธรรมราชากรุงสุโขทัย เพื่อขอนิมนต์พระมหาสุมนะเถระ ไปสืบพระพุทธศาสนาในนครเชียงใหม่ พระมหาธรรมราชาทรงพระบรมราชานุญาต ให้พระมหาสุมนะเถระ พร้อมด้วยสามเณรกุมารกัสปะผู้เป็นหลาน จึงขึ้นมาประกาศพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยพระภิกษุรามัญ 10 รูป ซึ่งพระยากือนานิมนต์มาจากเมืองเมาะตะมะ ก่อนหน้านั้นแล้วโดยอาราธนานิมนต์ให้จำพรรษาอยู่วัดพระยืนแห่งนี้  และได้สั่งสมมุติกระทำอุปสัมปถุกรรมบวช สามเณรกุมารกัสสปะภิกษุ พร้อมทั้งอุปสมบทกุลบุตรกุลธิดา ขำนวน 2 ปี ระหว่างนั้นก็ให้สร้างมณฑปครอปพระพุทธรูปของเดิมไว้ และเพิ่มพระพุทธรูปอีกสามองค์ให้ครบสี่ทิศ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้า 4 พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกมาคมนะ พระกัสสปะ และพระโคตมะ

จากนั้นวัดนี้ก็ถูกปล่อยจนทรุดโทรมจนเมื่อปี พ.ศ. 2447 พระคันธวงศ์เถระ (ครูบาวงศ์) เจ้าคณะจังหวัดลำพูน พร้อมทั้งเจ้าหลวงอินทยงยศ เจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้ก่อสร้างปราสาทสถูปที่พังทลาย และซ่อมแซมสิ่งปรักหักพังที่ชำรุดให้ดี

ที่มา : phrayuen.com, ป้ายกรมศิลปากร

อุโบสถ

เจดีย์ที่เห็นนี้เขาว่ามีความสูงเท่ากับพระพุทธรูปเดิม (9 เมตร)

ความสูงของพระพุทธรูป 4 ทิศปัจจุบันนี้ มีความสูงเพียงระดับสะดือของเดิมเท่านั้น


กู่ช้าง กู่ม้า

ที่นี่ไม่มีไรมาก ประมาณรูปปั้นย่าเหลของหริภุญไชย กู่ช้างเป็นเจดีย์บรรจุซากช้างพลายคู่บารมีของพระนางจามเทวีชื่อ “ภู่กำงาเขียว”ที่มีฤทธิ์ในการทำศึก งาชี้ไปทางไหน ทางนั้นตายหมด พอตายไปตอนแรกเอาไปลอยแพ แต่ชาวบ้านบ่นว่าลอยไปไหนที่นั่นเดือดร้อน เลยเปลี่ยนใจเอามาเก็บศพบนบก และต้องสร้างเจดีย์ครอบแล้วให้งาชี้ขึ้นฟ้า (บางที่ว่างาทั้งสองถูกนำไปบรรจุไว้ในสถูปที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระนางจามเทวีภายในสุวรรณจังโกฏหรือกู่กุด)

เจดีย์กู่ช้าง เป็นเจดีย์ลักษณะคล้ายทรงกรวย หรือลอมฟางซึ่งลักษณะดังกล่าวไม่ปรากฎที่ใดในประเทศไทย นักโบราณคดีเลยเดาว่า สร้างในสมัยล้านนาประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ขณะเดียวกันรูปทรงขององค์เจดีย์นั้นนักโบราณคดีต่างยอมรับว่ามีลักษณะรูปทรงที่คล้ายสถาปัตยกรรมแบบพิเศษร่วมสมัย เช่นเจดีย์บอบอคยี (Bawbawkyi) ของพม่าในอาณาจักรพยู เจดีย์ Ngakywenadaung ของเมืองพุกาม และอุเทสิกเจดีย์รอบเจดีย์มหาโพธิ์ที่พุทธคยา ซึ่งศิลปะแนวๆนี้พบได้ที่นครหริภุญไชยเท่านั้น

ส่วนกู่ม้าก็ประมาณเดียวกัน ป้ายของจังหวัดว่าเป็นม้าของพระนางจามเทวี แต่ป้ายของ ททท. บอกว่าเป็นม้าของโอรสพระนางจามเทวี สรุปว่ามีไว้เก็บม้าพอละกัน

ที่มา : chiangmainews.co.th, ป้ายกรมศิลปากร

กู่ช้างข้างหน้า กู่ม้าข้างหลัง

รูปปั้นปู่ก่ำงาเขียว

ตามธรรมเนียม มีขายช้าง-ม้าเล็กๆให้เอามาไหว้

ที่ต่อไปคือศูนย์กลางของเมืองหริภุญไชย

วัดพระธาตุหริภุญไชย

ประวัติก็ประมาณที่กล่าวไว้ในนำร่องของวัดพระยืน ข้ามเลยละกัน อยากอ่านละเอียด คลิกที่นี่ เลย

เอ๊ะ ย้อนกลับไปอ่านตามประวัติของวัดพระยืน พระธาตุผุดจากดินปี พ.ศ. 1606 แล้วสร้างเป็นพระธาตุหริภุญไชย แต่ตามประวัติพระธาตุหริภุญไชยสร้างปี พ.ศ. 1440 แฮะ ชื่อคนสร้างคนเดียวกันคือพระเจ้าอาทิตยราช แต่ปีไหงมั่วไปตั้งร้อยกว่าปี แต่คิดว่าที่ถูกน่าจะเป็น พ.ศ. 1606 นะ ประวัติ by wiki

สิงห์แดงสองตัวของที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่ใช่ของเก่านะ สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ 24 (ไม่นานนี้เองหนิ)

ซุ้มประตูโขงท่าสิงห์ เพิ่งมาสร้างตอนปฏิสังขรวัด สมัยพุทธศตวรรษที่ 20 นี้เอง

องค์พระธาตุ สร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราชกษัตริย์วงศ์รามัญ พ.ศ. 1606 เพื่อครอบโกศทองคำบรรจุพระบรมธาตุ แล้วพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์นครเชียงใหม่ มาสร้างเจดีย์แบบลังกาอย่างที่เห็นทุกวันนี้ครอบอีกที เมื่อปี พ.ศ. 1986

พระประธานศิลปแบบเชียงแสน แต่รู้สึกจะไม่ใช่ของเก่านะ

สุวรรณเจดีย์ (เจดีย์ปทุมวดี) สร้างโดยนางปทุมวดีอัครมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช พร้อมกับพระธาตุหริภุญไชยในปี พ.ศ. 1607 ที่ได้ชื่อนี้เพราะแต่ก่อนยอดเป็นทอง

ช่วงปิดเทอม

ไหว้พระเสร็จก็ออกไปหาของกินข้างวัด

บริเวณริมรั้วมีหลักเมืองอยู่

บริเวณริมรั้วมีหลักเมืองอยู่

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อหน้าวัด อร่อยดี

ของกวานม้อเที่ยงเป็น “เฉาก๊วยอร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์” ในรั้ววัด ก็อร่อยอ่ะนะ หวาน หอมกลิ่นน้ำตาลไหม้มาเชียว


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดพระธาตุหริภุญไชย เดินออกประตูหลังไม่ไกลก็เจอ ของข้างในก็ของเก่าเหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่วิเศษกว่าตรงที่มีศิลาจารึกทางเหนือ ที่ถ้านับอายุแล้วมันคือศิลาจารึกหลักแรกของไทย (แต่เขาว่าไม่นับเพราะเป็นภาษาอื่น อย่างกับศิลาจารึกพ่อขุนรามเหมือนภาษาไทยจัง โดนคุณหลวงฯตัดบทให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกก็งี้ 555)

...

...

...

...

...

...

...


อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

...


วัดมหาวัน

วัดนี้สร้างสมัยพระนางจามเทวี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1200 สิ่งน่าสนใจในวัดนี้คือพระพุทธสิกขิ หรือ พระศิลาดำ เป็นพระปางนาคปรกที่พระนางจามเทวีนำมาจากอาณาจักรละโว้ แต่เดินทาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ คงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ล่ะมั้ง

วัดมหาวัน

พระรอดหลวง/พระรอดลำพูน

บ่ายแก่ๆแล้ว แวะที่สุดท้ายก่อนออกจากเมืองเลยละกัน

วัดจามเทวี

สร้างเมื่อสมัยพระนางจามเทวี โดยให้ชื่อว่าวัดกู่กุด พระนางจามเทวีได้บวชอยู่ที่วัดนี้หลังจากสละราชสมบัติเมื่ออายุ 60 ปี จนถึงปี พ.ศ. 1276 พระนางสวรรคต โอรสของนางชื่อเจ้าชายมหันตยศ ก็นำพระอัฐิมาใส่ไว้ในเจดีย์องค์นี้แหล่ะ พอปี พ.ศ. 2469 พระยาดำรงราชานุภาพ ก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดจามเทวี

วัดจามเทวี

สุวรรณเจดีย์จังโกฏ (กู่กุด)

พระประธานเพิ่งมาตอนปี พ.ศ. 2479 มั้ง

ทางแยกเข้าลำพูนมีร้านก๋วยเตี๋ยวไทยโบราณอยู่ข้างถนน ซึ่งก็อร่อยดีครับ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพิงธรรมดา พอเข้าไปก็ร้านใหญ่เลยนี่นา

ทางแยกเข้าลำพูนมีร้านก๋วยเตี๋ยวไทยโบราณอยู่ข้างถนน ซึ่งก็อร่อยดีครับ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพิงธรรมดา พอเข้าไปก็ร้านใหญ่เลยนี่นา

จบแล้ว เมืองตำนานนครหริภุญไชย

ผู้สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางนี้

ประวัติศาสตร์

ราชวงศ์หริภุญไชย

One response to “เมืองลำพูน นครหริภุญไชย

  1. Pingback: ป่ะ…ไป…ปาย…กัน | Log 2 Blog·

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s