อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

จากทริปคราวก่อน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

เมื่อต้นเดือนมีเวลาพอว่างเลยไปเยือนอุทยานประวัติศาสตร์ใกล้ๆ อย่าง ปราสาทเมืองสิงห์บ้างดีกว่า

สรุปใหม่อีกรอบ อุทยานประวัติศาสตร์ที่เคยไปแล้วก็เป็น 8 แห่ง คือ

– อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

– อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี

– อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

– อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี

เหลือเพียงอีก 2 แห่งที่ไม่เคยไป คือ

– อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

– อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี

ทริปครั้งนี้แวะเวียนสถานที่ของจังหวัดกาญจนบุรีที่ไม่เคยไปบ้าง อย่างวัดถ้ำเสือ ช่องเขาขาด (ไว้เขียนตอนรวมที่เที่ยวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2) และอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

(จังหวัดนี้ที่เที่ยวเยอะ และครบทุกรสดีจริงๆ อ่อ ขาดทะเลไปอย่างเดียว 555) ตอนไปซวยนิดหน่อยมีฝนตก

ปราสาทเมืองสิงห์ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นสมัยไหน แต่จากลักษณะที่เห็นเป็นสถาปัตยกรรมแบบขอมสมัยบายน สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1720 – 1780) คาดว่าซึ่งตรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดของพุทธนิกายมหายาน ซึ่งตรงกับศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชาซึ่งจารึกโดยพระวีรกุมาร (ลูกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ในจารึกนี้มีชื่อเมืองทั้ง 23 แห่ง โดยในนี้มีชื่อของ ศรีชัยสิงห์บุรี (คาดว่าคือปราสาทเมืองสิงห์) และ ละโวธยปุระ (คาดว่าคือละโว้ หรืลพบุรี)

ที่นี่มีการขุดค้นและขึ้นทะเบียนโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 ภายในพบศิลปกรรมที่สำคัญยิ่งคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอีกองค์ (ปัจจุบันองค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

ปราสาทเมืองสิงห์ ค่าเข้าตามอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วไป

พนักงานเก็บค่าเข้าชม 555

เข้ามาอยากให้เลี้ยวไปทางศูนย์บริการข้อมูลก่อน เพื่อที่จะได้ทราบผังคร่าวๆก่อน เดินชม (แต่ที่ไปไม่ได้เรียงตามนี้หรอก ไปหลุมฝังศพ – วนรอบไปเจอโบราณสถานหมายเลข 3 กับ 4 – ศูนย์บริการข้อมูล จอดรถไว้ตรงนั้นแหล่ะ แล้วเดินไปชมโบราณสถานหมายเลข 1-2 จะวนรอบเดียวจบ 555)

ชิ้นส่วนที่ไม่รู้จะเอาไปแปะตรงไหน

ผังเมืองสิงห์

โมเดลเมืองสิงห์จำลอง

ภายในอาคารแสดงของโบราณที่ขุดได้

เริ่มที่หลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์เขตนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำแคว ได้ขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะศพนอนหงายเหยียดยาว ไม่มีทิศทางการฝังที่แน่นอน ภายในหลุดศพจะพบโบราณวัตถุ ซึ่งอาจเป็นเครื่องเซ่น หรือของใช้ของผู้ตายฝังรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก เช่น ภาชนะสำริด เครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย ลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว กำหนดอายุได้ราว 2,000 ปีมาแล้ว คาดว่าอยู่สมัยเดียวกับบ้านเก่า (คือมีคนอยู่แถวนี้ก่อนจึงมีการสร้างเมืองสิงห์ภายหลัง)

แนวกำแพงเมืองสิงห์

จากหลุดศพ มองไปเห็นแม่น้ำแคว

โครงกระดูกโบราณ

จากศูนย์บริการข้อมูลจอดรถไว้ที่นั่นแหล่ะ เดินไปจะพบโบราณสถานหมายเลข 1 โบราณสถานนี้เป็นดั่งหัวใจ และจิตวิญญาณของเมืองสิงห์ เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางเมือง โดยจะเห็นได้จากประตูเมืองทั้งสี่ทิศ มุ่งหน้าเป็นเส้นตรงเข้าสู่ตัวปราสาท
ลักษณะของอาคารแต่เดิม มีการตกแต่งฉาบผิวด้วยปูนขาว และประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ซึ่งในปัจจุบันได้กะเทาะหลุดร่วงไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงโครงสร้างศิลาแลงเท่านั้น
ทางเข้าปราสาทอยู่ทางทิศตะวันออก โดยต้องผ่านขึ้นทางพลับพลาจตุรมุขที่อยู่เบื้องหน้า จากนั้นจึงจะผ่านเข้าซุ้มประตูของกำแพงแก้ว และลานกว้างซึ่งทอดยาวไปสู่ตัวปราสาท
จากลานกว้างไปยังตัวปราสาท โดยผ่านวุ้มประตูที่เรียกว่า “โคปุระ” ซุ้มประตูนี้มีทั้งหมด 4 ทิศ แต่ละซุ้มเชื่อมต่อกันด้วยช่องทางเดินที่มีหลังคาคลุม เรียกว่า “ระเบียงคต”
ผ่านซุ้มประตูเข้าไปเป็นลานโล่งสำหรับประกอบพิธีกรรม ก่อนที่จะขึ้นไปบนพระปรางค์ประธานอันเป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า ด้านข้างของลานมีอาคารขนาดเล็กเรียกว่า “บรรณาลัย” หรือหอไตรสำหรับเก็บคัมภีร์ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
ในปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในภาคที่เรียกว่า “เปล่งรัศมี” นอกจากนี้ที่ซุ้มประตูด้านหลังยังมีรูปเคารพของนางปรัชญาปารมิตา ผนังทางทิศเหนือมีหินทรายนูนต่ำสลักรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกด้วย

ทางเดินทอดยาวไปยังตัวปราสาท

ส่วนลานกว้าง และจตุรมุข

โคปุระทิศตะวันออก ถ่ายก็ช้าเสร็จแล้วยืนจีบกันอีก ขี้เกียจรอ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี

อีกที

อ้อมมาถ่ายด้านข้าง

นางปรัชญาปารมิตาเทพีแห่งปัญญา

ลานกว้างภายใน

ระเบียงคตทางทิศเหนือ

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

กลับมาถ่ายด้านหน้าอีกที คราวนี้ติดเด็ก

โคปุระทางฝั่งตะวันตกเขาว่าสมบูรณ์ที่สุด

ทางทิศตะวันตกที่อยู่ติดกันคือโบราณสถานหมายเลข 2 ที่นี่มีการสร้างที่คล้ายคลึงกับหมายเลข 1 แต่มีการขยายลานพิธีกรรมให้ใหญ่ขึ้น ภายในพบประติมากรรมมากมาย แต่ถูกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครหมดแล้ว คาดว่าที่นี่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นเพื่อนให้เป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถ

โบราณสถานหมายเลข 2

ตรงกลางมีแท่นบูชาศิวลึงค์ ตามที่ได้เห็นมากมายที่เขมร
(ป้ายเขาบอกเป็นที่เสียบเสา)

แท่นตรงกลางมีดอกไม้บูชา บางทีอาจเป็นที่ประดิษฐานของพระชัยพุทธมหานาถล่ะมั้ง
(คิดว่าแท่นศิวะลึงค์อีกน่ะแหล่ะ)

โบราณสถานแห่งที่ 3 (ไม่มีลิเกมาตั้งชื่อให้เหมือนสุโขทัยเลยต้องชื่อตามหมายเลขไป 555) ลักษณะเป็นอิฐก่อคล้ายกับศิลปะสมัยทวารวดีซึ่งนับถือพุทศาสนามากว่าพันปี จึงคาดว่าเป็นสถูปหรือเจดีย์ในสมัยนั้น ก่อนที่จะโดนเปลี่ยนเป็นลักษณะพระปรางค์ตามแบบศิลปะกัมพูชาตอนสร้างเมืองสิงห์ อาจเปลี่ยนเป็นหลักเมือง หรือศาลเทพารักษ์บริเวณทั้งสี่โดยรอบมีกองหินวางไว้ คาดว่าเพื่อเป็นขอบเขตพันธสีมา

โบราณสถานหมายเลข 3

อีกสองที่คือโบราณสถานหมายเลข 4 ที่เหลือให้เห็นแค่ฐานอิฐ กับสระน้ำโบราณไม่ได้ไปใกล้ๆเลยไม่ได้ถ่ายมา ครบแล้วกับเมืองสิงห์ วนทั่วใช้เวลาประมาณ ชั่วโมง เนื่องจากบริเวณไม่ใหญ่มาก

เนื้อหาจาก : ป้ายแปะๆของกรมศิลปากร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s