อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

ทริปต่อเนื่องจากสองสัปดาห์ก่อนที่ไปอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สุโขทัย และศรีสัชนาลัย

จึงเกิดความอยากไปดูอุทยานประวัติศาสตร์อื่นที่เก่าแก่กว่านั้นอีก ซึ่งในประเทศไทยมีอุทยานประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 10 แห่ง

ที่เคยไปแล้วก็มี 6 แห่ง คือ

– อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร (มรดกโลก)

– อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

– อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี

ที่ยังไม่เคยไปก็เหลืออีก 4 ที่ คือ

– อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

– อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี (ผ่านก็บ่อย แต่ทำไมไม่เคยแวะหว่า)

– อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี

– อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

หยุดสั้นๆที่บ้านเลยชวนไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เมืองเก่าสมัยทวารวดี เพราะอยู่ไม่ไกลมากจากกรุงเทพ ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร สามารถจัดเป็นวันเดียวทริปได้ (เนื่องจากแม่กับพี่เคยไปอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์แล้ว)

เมืองโบราณศรีเทพเขาว่าเมืองนี้มีหลักฐานของการอยู่อาศัยตั้งแต่สมัย พุทธศตวรรษที่ 7 เคยถูกขอมยึดแล้วพ่อขุนผาเมืองตีคืนมั้ง เดิมมีชื่อว่า “เมืองอภัยสาลี” เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการที่เพชรบูรณ์ และตั้งชื่อใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองแฝด คือเป็นซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ลักษณะศิลปวัฒนธรรมเป็นการมาผสมผสานของหลายแห่ง เนื่องจากเมื่อศตวรรษที่ 11 ได้รับอารยธรรมจากอินเดียที่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ศตวรรษที่ 12-16 เมืองศรีเทพก้ได้รับอารธรรมทวารวดีซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมของศาสนาพุทธ พราหมณ์ และฮินดู จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ก้ได้รับวัฒนธรรมจากอาณาจักรขอม

ไปแบบไม่ค่อยรู้เรื่อง ว่าแล้วก็ออกเดินทางเลย

อาหารเช้า แวะกินที่ปั๊มบางจากระหว่างลพบุรี และเพชรบูรณ์ ก็อร่อยดี

ออกเดินทางตั้งแต่ 6 โมงเช้า มาถึงประมาณ 9 โมง พบอุทยานศรีเทพแล้ว แต่เลยไปยังโบราณสถานนอกเขตเมืองเสียก่อน มีอยู่ 2 ที่ ซึ่งสถานที่แรกคือ

เขาคลังนอก

ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ พบโบราณสถานขนาดใหญ่อยู่ตรงมุมโค้ง เอ๊ะ ลองลงไปถ่ายรูปดีกว่า ปรากฎว่าเจอป้ายก็รู้ว่านี่แหล่ะคือ เขาคลังนอก ที่ตามหา ด้วยลักษณะที่ใหญ่โตเหมือนภูเขานอกเขตเมืองศรีเทพ ประกอบกับความเชื่อของชาวบ้านว่าภายในมีทรัพย์สมบัติและอาวุธอยู่ จึงเป็นที่มาของ เขาคลังนอก

เขาคลังนอกเป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาประเภทสถูปเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้านละ 64 เมตร สูงประมาณ 20 เมตร โดยก่อฐานตันทั้งหมดด้วยศิลาแลง ไม่มีห้องหรือถ้ำอยู่ภายใน ด้านบนเป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐ เป็นโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย อายุช่วงทวารวดี (1,200 – 1,300 ปีก่อน) มีความสำคัญในฐานะโบราณสถานนอกเมืองนับได้ว่าเป็นศิลปะทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย

เนื่องจากตอนไปเขาปิดบูรณะอยู่จึงได้แค่เดินรอบๆน่ะ

เขาคลังนอก

ซ่อมแซมได้ชัดเจนมาก

เดินทางต่อจากเขาคลังนอกไปไม่นานจะเจอโบราณสถานอีกแห่งที่อยู่นอกเขตเมืองในคือ

ปรางค์ฤาษี

ปรางค์ฤาษีมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 โบราณสถานกลุ่มนี้เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปราสาทประธานก่อด้วยอิฐไม่สอปูนตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง ปราสาทองค์รองพังทลายเหลือแต่ส่วนฐาน บริเวณล้อมด้วยแนวกำแพงศิลาแลง พบโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาฮินดู ได้แก่ ศิวะลึงค์ ฐานประติมากรรม และชิ้นส่วนโคนนทิ

ตอนไปก็หาป้ายปรางค์ฤาษีหรือป้ายวัดป่าสระแก้ว ก็จะเจอได้ไม่ยาก

ปรางค์ฤาษี บริเวณใกล้เคียงมีการสร้างกุฏิพระอาคารไม้อยู่มั้ง

หอเอียงเมืองศรีเทพ

มีลักษณะไม่ใหญ่มาก แต่บริเวณสมเป็นวัดป่าจริง ร่มรื่นดี

เสร็จจากโบราณสถานนอกเมืองแล้วก็เข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเลย ค่าเข้าคนละ 20 บาท รถยนต์ 50 บาท (ค่าเข้าคนขับนับอยู่ในรถยนต์) อายุมากกว่า 60 ปี ไม่ต้องเสีย

ของโบราณ

ภายในอุทยานจะมีซากของสิ่งก่อสร้างอยู่เต็มไปหมด แต่ต่างจากสุโขทัย และอยุธยาตรงที่ไม่มีการระบุว่าแต่ก่อนสถานที่นี้คืออะไร จึงเห็นเป็นฐานเฉยๆ (ขาดคนมาตั้งชื่อให้ หรือเพราะเก่าเกินกว่าจะมีการบันทึกไว้ก็เป็นได้)

แหล่งขุดพบโบราณวัตถุ

ในแหล่งขุดพบนี้จะพบกระดูกช้างที่ลึกลงไป 1 เมตร มีอายุประมาณ 1,000 ปี และโครงกระดูกมนุษย์ที่ลึกลงไป 1.80 เมตร มีอายุประมาณ 2,000 ปี นอกจากนี้ยังมีลูกปัดและเครื่องปั้นดินเผาอยู่ในพื้นที่

แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี

กระดูกช้าง

กระดูกคน

บริเวณของอุทยานประวัติศาสตร์ไม่กว้างมาก ซึ่งโบราณสถานหลักทั้งสามแห่งก็รวมอยู่ที่เดียวกันหมด จอดรถทีเดียวแล้วเดินไปได้เลย

ปรางค์สองพี่น้อง

เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมรก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูนทั้งองค์หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีปราสาทหลังเล็กซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นภายหลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน จึงเป็นที่มาของชื่อโบราณสถาน บริเวณด้านหน้าปราสาทมีทางเดินและอาคารประกอบพิธีกรรมต่างๆ ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ด้านหน้าสุดมีทางเดินรูปกากบาท จากการขุดค้นโบราณสถานได้พบรูปประติมากรรมรูปสุริยเทพ บริเวณทางเดินด้านหน้า (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)
จากการขุดค้นโบราณสถานพบทับหลังจำหลักรูป “อุมามเหศวร” ซึ่งปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ปราสาทหลังเล็ก มีลักษณะศิลปะแบบปาปวน-นครวัด ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 และรูปเคารพได้แก่ โคนนทิ ฐานโยนิ และศิวลึงค์ ถูกฝังไว้ในระดับฐานอาคารจึงสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในสมัยศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของพุทธนิกายมหายาน เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ ในราวพุทธศตสรรษที่ 18 จึงมีการฝังรูปเคารพในศาสนาเดิมไว้ใต้ฐานอาคาร

บริเวณข้างหน้า

ทางเดินศิลาแลงยาวมาก

ส่วนโบราณสถานที่เอามากองไว้

พระปรางค์สองพี่น้อง

ทับหลังจำหลักรูป “อุมามเหศวร”

ปรางค์ศรีเทพ

เป็นศาสนสถานในสมัยฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก สองข้างลานด้านหน้ามีบรรณาลัยสองหลัง เป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน มีทางเดินรูปกากบาทเรียกว่าสะพานนาคเชื่อมต่อระหว่างประตูทางเข้าด้านหน้ากับพื้นส่วนล่าง กับฐานอาคารประกอบพิธีกรรมอีกหลายแห่ง
จากการขุดค้นพบทวารบาลหินทรายสมัยบายน และชิ้นส่วนทับหลังกำหนดอายุราวศตวรรษที่ 16-17 นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนกลีบขนุนที่ยังสลักไม่แล้วเสร็จ จึงสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ในศตวรรษที่ 16-17 และได้รับการซ่อมแปลงเป็นพุทธศาสนามหายานตามความนิยมในช่วงสมัยบายนของเขมรใรต้นพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

พระปรางค์ศรีเทพ

บ่อน้ำโบราณ ตามหลักการสร้างปราสาทของเขมร

ลายโบราณ เป็นฐานศิวลึงค์มั้ง

เขาคลังใน

เป็นศาสนสถานประเภทวัดในพุทธศาสนา มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบชื่อโบราณสถานมาจากความเชื่อของคนท้องถิ่นที่เชื่อว่าเป็นคลังที่เก็บสิ่งของมีค่า หรือคลังอาวุธในสมัยโบราณ
อาคารประธานเป็นอาคารในศิลปะแบบทวารวดี เช่นเดียวกับโบราณสถานที่วัดโขลง เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมดคือส่วนฐานสร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน ภายในก่อทึบตัน ที่ส่วนของฐานยังเหลือภาพปูนปั้นประดับเป็นลายก้านขด รูปสัตว์ และคนแคระแบกกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งยังเหลือปูนฉาบเป็นลานกว้าง มีร่องรอยว่าเดิมอาจมีสถูปหรือเจดีย์ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตก โดยมีวิหารขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าปัจจุบันพังทลายไปเกือบไม่เหลือร่องรอย

ธรรมจักรอันเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาและศิลปะสมัยทวารวดี
แต่เดิมอยู่ที่เขาคลังนอก แต่ปัจจุบันย้ายมาอยู่หน้าเขาคลังใน

เขาคลังใน ทางด้านซ้ายที่เห็นในรูปเขาทำเชิงหลังคามาป้องกันแดดและฝนมากันส่วนโบราณกลางแจ้ง

ปูนปั้นลักษณะต่างๆกัน

ศิลปะสมัยทวารวดี ดูไปคล้ายศิลปะขอมอยู่นะ

ตัวเดียวที่ทำท่ายังกะนางอัปสราในเขมร

หน้าสิงห์ หรือยักษ์หว่า

สัตว์ก็มีช้างกับวัว

อีกด้านของเขาคลังใน

ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ

เป็นของใหม่ แต่ชาวบ้านเคารพนับถือ ทุกปีจะมีงานบวงสรวงเดือนกุมภาพันธ์ (ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3)

ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ

ออกทางประตูตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อศรีเทพไปเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันตกสู่สถานที่สุดท้ายของเมืองโบราณศรีเทพ

เขาถมอรัตน์

เขานี้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่แรก มาเจอในแผ่นพับเป็นอีกสถานที่ที่น่าไปเพราะมีพระพุทธรูปสมัยทวารวดีอายุกว่าพันปีแกะสลักอยู่ภายในถ้ำ (พี่บอกว่าพระของเมืองศรีเทพจะหันหน้าไปสู่เขาถมอรัตน์ทั้งหมด เนื่องจากเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์) รูปสลักถูกโจรแกะไปขายหมดทั้งพระพุทธและพระโพธิสัตว์ ซึ่งภายหลังพบว่า ราชาผ้าไหม จิม ธอมป์สัน เป็นคนซื้อไป แต่สุดท้ายก็ยอมคืนให้ และเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เนื่องจากพอไปแล้วพบว่าถูกปล่อยรกร้าง ทางขึ้นก็มีไม้หนามล้มมาขวางมากมาย อีกทั้งต้องเดินทาง 1.5 กิโลเมตร ชาวบ้านบอกว่าถ้าจะไปต้องมีคนนำ ไม่งั้นหลงทางได้ …แสดงว่าไม่มีเจ้าหน้าที่และถูกปล่อยรกร้างมามายแล้วสิ ท่าจะอันตรายจึงไม่ไปดีกว่า ความจริงถ้ำนี้ทำทางเข้าสะดวก โปรโมตดีๆด้วยอายุและลักษณะศิลปะน่าจะเรียกนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลย สำหรับรูปพระก็กดตามลิงค์เองละกัน

ได้แค่ป้ายทางเข้า

ภายนอกภูเขา (แม่ถ่าย)

จบแล้วกับเมืองศรีเทพ เป็นอีกหนึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ที่น่าไปช่วยอุดหนุนกัน คนท่องเที่ยวโหลงเหลงมากเลยได้งบพัฒนาน้อย เพราะพอนึกถึงเพชรบูรณ์ส่วนใหญ่ก็ไปเขาค้อ หรือดอยกะหล่ำตามกระแสนิยมกัน

ถึงเวลาประมาณบ่ายโมงได้เวลาข้าวเที่ยง หากเลยจากนี้ไปประมาณ 30 กิโลเมตรจะถึงวิเชียรบุรี ต้นตำรับของ “ไก่ย่างวิเชียรบุรี” ที่เห็นดันดาษดื่น ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทำไมต้องวิเชียรบุรีว้า มาทั้งทีของกินของจริงกันหน่อย

ไก่ย่างวิเชียรบุรี

ตอนที่ขับรถไปพอป้าย “ไก่ย่างตาแป๊ะ กลับรถอีก 3 กิโลเมตร” แม่บอกว่าเจ้านี้แหล่ะ คือต้นตำรับของ “ไก่ย่างวิเชียรบุรี” เลยขับรถไปจนถึงจุดกลับรถแล้วติดไปแดงอยู่ บังเอิญไปเห็นร้านบัวตอง เลยกินที่ร้านนี้แหล่ะ (ซะงั้น 555)

ตอนไปคนเยอะ ฝนตก ฝนสาด ยังดีมีที่นั่ง

ไก่ย่างอร่อยจริงด้วย เนื้อสัมผัส น้ำจิ้ม ลงตัวดี

ส้มตำรสชาติกรุงเทพมาก อร่อย 555

ข้าวเหนียวให้มาสองสีเหนียวกว่าปกติแฮะ

น้ำตกก็รสแบบกรุงเทพ 555

ต้มยำไก่มะขาม

พอกลับรถเจอร้านไก่ย่างตาแป๊ะ2 เลยซื้อที่นี่แหล่ะ ซึ่งโชคดีเพราะเมื่อขับไปเรื่อยๆ “ไม่เจอร้านตาแป๊ะ1”

ต้นตำรับไก่ย่างวิเชียรบุรี

ซื้อกลับไปตัวนึง ตัวละ 150
แต่เราว่าบัวตองอร่อยกว่าอ่ะ

เนื้อหาจาก : ป้ายแปะหน้าสถานที่ของกรมศิลปากร

สุดท้ายขอฝากลิงค์น่าสนใจสองลิงค์สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์นี้ครับ

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=504275

http://sithephistoricalparkth.wordpress.com/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s