HAPUA – JEPIC ณ กรุงฮานอย

การเดินทางครั้งนี้เป็นการไปเข้าร่วมสัมมนาเจปิค ซึ่งเป็นองค์กรเกี่ยวกับความร่วมมือทางพลังงานไฟฟ้าไรของญี่ปุ่นนี่แหล่ะ

ที่มีโอกาสได้ไปเพราะพี่ที่แผนกซึ่งเก่งภาษาอังกฤษ เมื่อมีงานบรรยายต่างชาติ ต้องใช้บริการทุกครั้ง

เขาเห็นว่าเราชอบเที่ยว-ถ่ายรูป เลยให้โอกาสเด็กไปเที่ยว ร่วมบรรยายกับพี่เอ๋แผนกไฟฟ้า-เครื่องกลแทน

ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆ ไปบรรยายเรื่องที่ไม่รู้เรื่อง แถมประชุมแบบจริงจังอีก

แต่เอาน่ะ โอกาสเที่ยวฟรีมีที่พักมาแล้วก็ต้องคว้าไว้สิ จริงมะ

งานสัมมนาแบ่งเป็นส่วนการจัดการทรัพยากรฝ่ายบุคคล กับสัมมนาวิชาการวิศวกรรมไฟฟ้า

ตอนแรกก็ลังเลจะเป็นทริป หรือบันทึกดี เลยใส่ไปทั้งสองหมวดละกัน 555

30 November 2010

หลังจากการเตรียมตัวอย่างดี ? ก็ถึงวันเดินทางกันแล้ว

กับบทพูดที่ยังไม่ได้ซ้อม ไปถึงก่อนวันสัมมนา 1 วัน

วางแผนไว้ว่าซ้อมพูดช่วงบ่ายเวลายังเหลือๆ

เริ่มเดินทางเช้ามืด

มาถึงสนามบินฮานอย

นั่งรถบัสสู่ที่พัก

มาถึงที่พัก/สัมมนาที่โรงแรมโซฟิเทล ฮานอย

โรงแรมอย่างหรูเลย

บริเวณทางเดิน Sofitel Hanoi

กว้างดี

ห้องน้ำ

มีผลไม้และชอคโกแลตเติมให้ทุกวัน

ถึงห้องปุ๊บ หยิบบทพูดมาจะเตรียมละ … เตรียมละ …

… ไปเที่ยวดีกว่า แต่ไปไหนดี โชคดีที่พี่เขาเอาโน๊ตบุ้คไปด้วยเลยส่งเมลถามเพื่อนชาวเวียดนาม Nguyen Thu Dung ได้ที่เที่ยวพร้อมละ

เอาสถานที่ไปหาใน google maps แล้วมาร์คตำแหน่งในแผนที่ที่เตรียมมา จากนั้นได้เวลาเดินเที่ยวกันเลย

วิวเมืองจากลิฟท์แก้ว

ลองแต่งสี แต่งกลิ่น

โชคดีลงมาเจอรอบรถฟรีของทางโรงแรม เลยติดรถไปลงทะเลสาบฮองเกียม Hoan Kiem lake เลย

บริเวณนี้มีที่เที่ยวแนะนำอยู่หลายที่ Ly Thai To statue, Ngoc Son temple, Old quarter streets จะลองพิมพ์เท่าที่ทำได้ละกัน (จากครั้งก่อนตอนจีน แปะลิงค์อย่างเดียว แหะๆ )

Hoan Kiem lake ทะเลสาบฮองเกียม (Lake of the Restored Sword ทะเลสาบคืนดาบ) ตามตำนานเมืองฮานอย หลังจากที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงมา 20 ปี เลลอย (Le Loi) ได้ทำสงคราม 10 ปี ระหว่าง ค.ศ.1418 – 1428 กับชาวต่างชาติที่มารุกรานดินแดน  Dai Viet (Great Viet) (ชื่อเวียดนามสมัยก่อนมั้ง) และได้รับชัยชนะ จึงตั้งตนเป็นกษัตริย์คนแรกของเวียดนาม และเปลี่ยนชื่อเป็น ลิ ไท โท (Le Thai To) และตั้งเมืองหลวงที่ Thang Long หรือเมืองฮานอยในปัจจุบัน

ตำนานของที่มาชื่อทะเลสาบคืนดาบมีอยู่ว่า วันหนึ่งตอนบ่ายแก่ๆ ลิไทโท นั่งเรืออยู่ในทะเลสาบน้ำเขียวที่สวยงาม (Luc Thuy) ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองหลวงแตงลองนั้น จู่ๆก็มีคลื่นยักษ์เกิดขึ้น โดยบนยอดคลื่นนั้นมีเต่าสีทองอยู่แล้วบอกกับกษัตรย์ลิไทโทว่า “ท่านทำงานของท่านลุล่วงแล้ว คืนดาบศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ราชาท้องสมุทรเฮอะ” (ดาบที่ช่วยลิไทโทรบชนะสงครามราชวงศ์หมิง) เมื่อพูดเสร็จ ดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวกษัตริย์ลิไทโทก็ลอยเข้าปากเต่าแล้วดำน้ำหนีไปพร้อมกับแสงสว่างจ้าแววับบนฟ้า จากนี้เองทะเลสาบน้ำเขียวเลยมีชื่อเรียกว่าทะเลสาบคืนดาบนับแต่นั้นมา

ร้านค้าแถวนั้น

หุ่นละครน้ำ ของดังเมืองฮานอย

หิวแล้ว เจอร้านน่านั่ง มีอยู่ร้านเดียวที่อยู่ขอบทะเลสาบ

บรรยากาศริมน้ำดูไฮโซดี

ชื่อร้าน the little kitchen

สั่งเนื้ออะไรสักอย่างไป ตีเป็นเงินไทย ประมาณ 90 บาท
ถูก หรู อร่อย

ชอบละลอกน้ำในแก้วเฉยๆ

บริเวณนอบทะเลสาบเจอสาวชาวเวียดนามแต่งชุดประจำชาติอยู่

สะพานแดง กลางคืนจะมีการเปิดไฟสวยงาม ตั้งอยู่กลางฮองเกียมเลคที่วึ่งนับว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดของฮานอย

ร้านค้าแถวนั้นที่เรียกว่าส่วนเมืองเก่า ประกอบไปด้วยหลายร้อยซอย

ช่วงนั้นครบรอบ 1,000 ปี เมืองฮานอย

Ngoc Son Temple วัดเหงียนเซิน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นเกียรติแด่นักรบชาวบ้านเฉิน ฮัง โด๋ว (Tran Hung Dao) ผู้ต่อสู้และเอาชนะราชวงศ์หยวนในศตวรรษที่ 13 และ ได้รับการซ่อมแซมใหญ่ในปี ค.ศ.1864 โดยเหงียน หวัน ซุย (Nguyen Van Sieu)

บริเวณทางเข้าทำเป็นรูปปากกายักษ์

สะพานเทฮุก (The Huc) แปลว่าสะพานสัมผัสแห่งแสงอาทิตย์อรุณรุ่ง (where rays of morning sunshine touch)

ตีตั๋วเข้าชม (ประมาณ 20 บาท)

บริเวณภายใน รูปแบบออกไปทางจีนๆ

ไม่ใช่เต่าในตำนาน แต่มาจากทะเลสาบนี้แหล่ะ

ภายในวัดก็มีผู้สูงอายุพักผ่อนกัน

รูปปั้นก็เล่นหมากรุกเหมือนกัน

ของขายภายในวัดราคาสูงกว่าข้างนอก แต่บางอย่างก็ถูกกว่า

ขาออก มีสาวๆมานั่งให้ถ่ายรูป

จากนี้พี่กลุ่มหนึ่งที่มาจากต่างฝ่ายก็ขอแยกตัวไป (เขาจะไปเดินดูของแถบนี้แหล่ะ)

เราจึงเดินทางต่อไปยังเป้าหมายต่อไป “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม”

วนรอบทะเลสาบ มีรูปปั้นให้ถ่ายมากมาย

ทุกมุมเลี้ยวของทะเลสาบมีจัดเป็นสวนดอกไม้ (ปลอม)

บังเอิญเจอ อนุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งเวียดนาม ลิ ไท โท

สถานที่ราชการยังคงไว้ซึ่งรูปแบบเดิม

เดินไกลมาก แต่มีไรให้ดูตลอดทาง เพลินๆ

ถึงแล้วค่าเข้า 20,000 ดอง (โชคดี ยังทัน เกือบปิด)

Van Mieu – Quoc Tu Giam มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม หรือ วิหารวรรณกรรม Temple of Literature ที่นี่คือวัด อืม เหมือนคนไทยสมัยก่อนก็เรียนที่วัดนี่นะ ที่นี่ถูกสร้างในปี ค.ศ.1070 ถูกใช้เป็นมหาวิทยาลัยอย่างยาวนาน 700 กว่าปี ระหว่างค.ศ. 1076 – 1779 ตัวมหาวิทยาลัยเดิมโดนฝรั่งเศสทิ้งระเบิดเละหมดสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งภายหลังได้มีการซ่อมแซมให้รูปทรงเหมือนตัววัดเดิม

ส่วนแรกที่เข้าไปจะเจอบ่อน้ำ Well Of Heavenly Clarity

ตัวอาคารมีสองส่วนส่วนหน้าเป็นตำหนักที่ส่วนรำลึกของนักเรียนที่เก่งที่สุดของที่นี่ทั้ง 72 คนอยู่ แต่ในปัจจุบันใช้เป็นที่เล่นดนตรี และขายของ

ตำหนักหน้า

ส่วนสุดท้ายเป็นส่วนของมหาวิทยาลัยแห่งแรก ข้างในมีพระรูป King Ly Can Duc ให้กราบไหว้

โมเดลภาพรวม

ตัวมหาวิทยาลัยเดิม

King Ly Can Duc

สถานที่สุดท้ายตามคำแนะนำก็ที่เก็บศพของโฮจิมินห์ บุคคลสำคัญของประเทศเวียดนามเรื่องประวัติขี้เกียจศึกษาอ่ะ ใครอยากรู้ google เองเลย รู้สึกจะเป็นบุคคลสำคัญและน่านับถือมากๆไม่อิงสายเลือดเลยล่ะ ไปหาอ่านเหอะ นะ นะ  Ho Chi Minh mausoleum (Lăng Hồ Chủ tịch)

Ba Dinh Square จตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย

ที่เก็บศพ รู้สึกจะเข้าได้เฉพาะเช้าๆ

บ้านโฮจิมินห์ ตอนไปก็ปิดแล้วล่ะ

หมดแรง ขาลากเต็มที ขากลับไปโรงแรมพบเจดีย์สูงเด่นเป็นสง่ามาก เลยแวะไปสักหน่อย มาหาข้อมูลภายหลังพบว่าชื่อ เจดีย์เติ่นกว๊อก Tran Quoc เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของฮานอย สร้างในศตวรรตที่ 6

เจดีย์เติ่นกว๊อก ใกล้ๆกับโรงแรม

บรรยากาศโรงแรมยาม…5 โมงเย็นกว่าๆ (หน้าหนาวมืดเร็ว 555)

ตอนเย็นมีงานเลี้ยงปิดสัมมนาฝ่ายบุคคลที่ภัตรคารโฟ เบียง Pho Bien

หน้าร้าน

อาหารรสกลางๆอร่อยดี
(บังเอิญลิ้นรับรสได้หลายชาติ แต่ถ้ารสสุดโต่งก็ไม่ไหว)

งานแสดงของทางร้าน

ทุกชาติต้องแสดงอย่างน้อยหนึ่งการแสดง ก่อนเดินทางกลับโรงแรมนอนหลับฝันดี…

1 December 2010

วันสัมมนามาถึง เมื่อคืนเหนื่อยหลับไปก่อน ไม่ได้ซ้อมอะไรเลย กลัวตัวสั่นๆ (รู้สึกเลยว่าสั่นจริงๆ 555) ซ้อมเซิ้มไรไม่ต้องใช้ความเก๋าไป ถามไรมาพริ้วตอบไปให้หมด

วันนี้สัมมนาทั้งวันเลยไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรเท่าไหร่ เลยเน้นที่อาหารแทนละกัน

ยังดีที่ห้องไม่ใหญ่มาก (แต่ก็พอควรแหล่ะ)

พวกนี้้ถูกรางวัล ได้เที่ยวฟรี กฟผ.มีวิศวกรไป 10 กว่าคนมีพูด 2 คน (1 เปเปอร์) อืม เหมือนได้โบนัสแฮะ นั่งฟังสบายเลย

พูดเสร็จก็พักเที่ยงในโรงแรมนั้นแหล่ะ

อร่อยตามปกติอ่ะนะ

ช่วงบ่ายแจกใบประกาศ เย้
(โดนน้ำท่วมไปแล้ว ToT)

ช่วงเย็นก่อนมื้อค่ำ มีเวลานิดหน่อย เลยชวนพี่เอ๋ไปเดินแถวๆโรงแรมนี่แหล่ะ

ร้านอาหารแถวโรงแรม น่านั่ง บรรยากาศชิลๆ แต่บังเอิญมีมื้อเย็นรออยู่แล้ว

ทะเลสาบแถวนั้นแหล่ะ West lake (Ho Tay)

น้ำใส แต่กลิ่นต้องปรับปรุง

แป้บเดียวเริ่มมืดแล้ว กลับโรงแรมดีกว่า

มื้อเย็นกินที่ร้าน Sen เป็นร้านบุฟเฟต์ที่ใหญ่ อาหารเยอะมาก

สำหรับวันนี้เน้นอาหาร 555

ชื่ออาหารไม่รู้หรอก ลงรูปเฉยๆละกัน

อาหารทะเลเพียบ

ด้านนี้เป็นของกินเล่น

รสแปลกลิ้น แต่อร่อยดีเหมือนกัน

หอยโข่ง หอยกาบ

ต้มรวมในหม้อ อร่อยแหล่ะ

แบบปรุงสำเร็จในน้ำซุปแบบต่างๆ

ลองอย่างละนิดละหน่อย ก็อยากกินให้ครบทุกอย่างอ่ะ

มีปูนึ่งมาเสริมทุกโต๊ะด้วย

รอบสอง ยังไม่ครบทุกอย่าง แต่อิ่มก่อน

ปิดด้วยของหวานเลย

คัสตาร์ดในแอปเปิ้ล

หลังกินเสร็จรถบัสก็กลับโรงแรม ตอนแรกน้านิตต่อรองให้ไปส่งแถวทะเลสาบฮองเกียมคันนึง กลับโรงแรมคันนึง เนื่องจากคนจำนวนหนึ่ง (กว่าครึ่งแหล่ะ) อยากไปเดินช๊อปของแถวนั้น+ดุหุ่นกระบอกน้ำก่อนกลับ แต่เหมือนคนขับไปนอกเส้นทางไม่ได้เลยกลับไปที่โรงแรมก่อน แล้วจึงแยกนั่งแทกซี่มาอีกที หลายคนบอกไม่คุ้ม แต่ไหนๆมาฮานอยทั้งที ต้องไปชมสักหน่อย

มาแถวถนนเก่าย่านทะเลสาบฮองเกียมอีกที เขาว่าตึกละแวกนี้บางหลังอายุถึง 100 ปี

ของกลับบ้าน บางร้านพูดไทยได้

ระหว่างรอรอบแสดงหุ่นละครน้ำก็เดินซื้อของแถวนั้นไปพลางๆ

Water Puppet Theatre โรงหุ่นละครน้ำ มีหนึ่งเดียวที่ฮานอย รายละเอียดคลิ๊กตามนี้เลย (เริ่มขี้เกียจ) www.thanglongwaterpuppet.org

ได้เวลาเข้าชมแล้ว ค่าเข้าจำไม่ได้ ประมาณร้อยนึงมั้ง (บาท)

ห้องภายใน ข้างหน้าเหมือนตึกแถว แต่ข้างในใหญ่เหมือนกัน

เครื่องดีด เสียงใสแบบจี๊ดๆดี

เริ่มหุ่นละครน้ำแล้ว เป็นการเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประเพณีของเวียดนาม

มืดมาก ซูมก็ไม่ไกลพอที่จะส่องไปที่สว่าง ต้องดัน iso 12800 อีกละ

การแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชม. ยาวทีเดียว

จบการแสดง เผยหน้าผู้เชิดหุ่น
เป็นการแสดงที่คุ้มค่านะ
ถ้ามาฮานอย แล้วไม่เคยดู ก็ไม่อยากให้พลาด

2 December 2010

วันที่เขาจะพาทัวร์ เย้ เที่ยวฟรี โปรแกรมคือช่วงเช้าเข้าจะพาไปหมู่บ้านผ้าไหม Silk Village หลังกินข้าวกลางวันก็ปล่อยอิสระ

จากการวางแผนเอาชื่อสถานที่ตามแผ่นพับของโรงแรมแล้วไปค้นหาใน google ช่วงบ่ายนี้ก็เจอที่น่าเที่ยวมากมายแล้ว

เช้ามาเปิดทีวี ที่นี่รับช่อง 3 ด้วย

ระหว่างทางนั่งรถไปหมู่บ้านผ้าไหม

ถึงแล้ว หมู่บ้านผ้าไหม

ตอนเช้าอาจารย์พาเด็กๆมาเดิน

เข้าตรอกนี้เพื่อไปร้านผ้าไหมของรัฐบาล

เครื่องทอไหม

ลายสวยดี

มีโชว์ไหมก่อนทอ เห็นแล้วหิวไข่เจียว

แล้วก็ขายของตามธรรมเนียม

ข้ามทางนั้นไปจะมีร้านชาวบ้าน ราคาจะถูกกว่า
ส่วนเรื่องฝีมือ ไม่รู้ เพราะดูไม่เป็น 555

ซื้อของฝากแม่สองสามชิ้น นอกนั้นเดินดูของไปเรื่อย

รู้สึกร้านนี้จะถูก แต่ซื้อไปแล้วทำไงได้ 555

พบเด็กอีกแล้ว คุณครูน่าจะสอนให้เดินตลาดล่ะมั้ง

รูปชุดนี้คงเคยเห็นกันแล้ว

ของเก่าเอามาใช้ใหม่

ช่วงที่เขาซื้อของกัน คนโสดไม่มีไรทำก็เดินไปเรื่อย

ด้านหลังเป็นตลาดสด

ร้านนี้ขายเนื้อหมา

ลองถ่ายแนว life …แต่ยังไม่ใช่เท่าไหร่แฮะ 555

ถ่ายมั่วไปเรื่อย

ขากลับเด็กๆก็กลับพอดี

ออกจากหมู่บ้านไปทานมื้อเที่ยง

แค่ผ่านเฉยๆ Hanoi Opera House
สร้างเมื่อปี 1901 สร้างเสร็จปี 1911

ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านเฝอเบียงอีกที

อาหารคล้ายกับมื้อก่อน

แป้งกินแทนข้าว

ขี้เกียจถ่ายต่อ ถ่ายเมนูแทนละกัน

หลังจากมื้อเที่ยงก็ปล่อยอิสระ โดยรสบัสจะเดินทางกลับโรงแรม แต่เนื่องจากตัวร้านอาหารอยู่ในเขตทะเลสาบฮองเกียมอยู่แล้วจึงเดินไปเองดีกว่า

อนุสาวรีย์ชาวนาที่ต่อสู้กับทหาร

ถึงสถานที่ที่เล็งไว้ตั้งกะยังไม่เห็นรูปคือโบสถ์เซนต์โยเซฟ หรือ โบสถ์ฮานอย Hanoi Cathedral เปิดในวันคริสต์มาสปี ค.ศ.1886 โดยสร้างให้มีรูปแบบเหมือนโบสถ์นอธเทอดามในกรุงปารีส

เดินไม่ไกลจากทะเลสาบก็เจอโดยง่าย

โบสถ์ช่วงบ่ายเปิด บ่ายสอง ถึง ทุ่มครึ่ง
เข้าไปบ่ายสองเศษๆโดนไล่ออกมาซะงั้น

เดินทางหาจุดหมายต่อไปแบบผิดหวังนิดหน่อย

เป้าหมายต่อไปคือพิพิธภัณฑ์สงครามกางแผนที่เดินทางต่อเลย

เด็กนักเรียนที่สวนสาธารณะ

มีโคนันด้วย

หลังจากเดินมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง ประกอบกับแยกไม่ค่อยเหมือนในแผนที่จึงฟันธงเลย “หลงทางแล้ว” 555

ถามคนข้างทางก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เลยใช้จิ้มในแผนที่เอาจนเจอบุ้คมาร์คอย่างสถานีฮานอย ดูในแผนที่ อืม…เดินอ้อมมาเกือบรอบเมืองเลยแฮะ พอเริ่มจับทางได้แล้วเดินทางต่อ

Hanoi station

อนุสาวรีย์เลนิน

และแล้วก็ถึง โชคดีมาก่อนปิด พิพิธภัณฑ์สงครามเวียดนาม Military History Museum พบเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.1958 สมัยก่อนใช้เป็นป้อมของฝรั่งเศส ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย 6 ส่วน คือ ประวัติชาติเวียดนาม, เวียดนาม vs ฝรั่งเศส, เวียดนาม vs อเมริกา, ยุทโธปกรณ์บางส่วนของเวียดนาม, การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างประชาชนและกองทัพ , ซากแห่งสงคราม

ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์นี้เองก็มีหอชูธง Hanoi Flag Tower หรือเรียกกันว่า Cot Co หอคอยนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ.1812 ประตูทางด้านตะวันออกมีสลักคำว่า Nghenh Huc หมายถึง ยินดีต้อนรับแสงตะวันแห่งอรุณรุ่ง ส่วนประตูฝั่งตะวันตกมีสลักคำว่า Hoi Quang แปลว่าแสงสะท้อน และประตูทางทิศใต้มีคำว่า Huong Minh แปลว่ามุ่งสู่แสงตะวัน ตัวหอคอยสว่างจากหน้าต่างรูปกันหันดอกไม้ทั้ง 36 อัน หอคอยนี้สมัยที่ถูกปกครองโดยฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ. 1894 – 1897 ถูกใช้เป็นหอสังเกตุการณ์และหอสื่อสาร ทำให้เป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่รอดจากการทำลายของฝรั่งเศส

เจอแล้ว หลังจากตามหามานาน

รถถังงงงงงง

ค่าเข้าแบ่งเป็นสองส่วน
คน 30 บาท กล้อง 30 บาท

ผู้นำกองทัพเวียดนามยุคต่างๆ

จากอาคารมองเห็นหอธงชัดเจน

สิ่งของจากสงคราม

ซากจากเครื่องบินทหารอเมริกา

ซากปรักหักพังของสงคราม

อีกที

ขึ้นไปบน Flag tower สักหน่อย

วิวจากหอคอย

เย็นแล้ว เดินทั้งวัน ขาลากเต็มทน แต่ก็อยากเที่ยวต่ออ่ะ ที่ต่อไปคือวัดเสาเดียว One-Pillar temple บางทีก็ถูกเรียกว่า Dien Huu แปลว่า มีความสุขนานๆนะ วัดนี้ตั้งอยู่แถวสุสานโฮจิมินห์ และข้างๆพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (ตอนไปปิดแล้ว เลยไม่ได้แวะ) ตามประวัติเขาว่ากันว่าวัดนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ.1049 โดย King Ly Thai Tong ฝันเห็นนางฟ้าแห่งความเมตตานั่งอยู่บนดอกบัว และพาเขาไปบนนั้น พอตื่นมา ลิไททอง ก็เล่าเรื่องฝันให้พระฟัง พระเลยบอกว่า ฝันร้ายนะนั่น Monk Thien Tue เลยแนะนำให้สร้างเจดีย์ที่มีรูปร่างเป็นดอกบัวสิ พอสร้างเสร็จก็ทำพิธีสงฆ์สวดมนต์รอบเจดีย์เพื่อให้มีอายุไปนานๆ หลังจากนั้นเจดีย์นี้กษัตริย์ใช้ทำพิธีตอนวันวิสาขบูชามาตลอดมา จนถูกทำลายเมื่อปี ค.ศ.1954 จากการยึดครองของฝรั่งเศส แต่ก็ถูกสร้างใหม่ในปีถัดไปจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วัดนี้ถูกตั้งให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 1962 และถูกบันทึกในกินเนสบุ้คว่าเป็นตึกที่มีความโดดเด่น แปลกประหลาดเป็นปัจเจกที่สุดของเวียดนามในวันที่ 4 พ.ค. 2006

วัดเสาเดียว

หลังจากนี้ก้าวขาแทบไม่ขึ้น เหนื่อยจริง เดินมากกับของแบกเต็มกระเป๋า แต่ก็ต้องเดินกลับโรงแรมอ่ะนะ เดินค่อยๆไป ขากลับผ่านสุสานโฮจิมินห์อีกที

เคารพศพก่อนกลับ

เล่นกับ wb ทีนึง

ผ่านอีกหนึ่งโบสถ์ที่ตั้งเป้าไว้ตอนแรก ต่อมาเริ่มเหนื่อยจนว่าจะยกเลิก แต่ไหนๆก็อ้อมแค่นิดเดียวผ่านสักหน่อย Cua Bac Church โบสถ์นิกายโรมันแคธอริค สร้างเมื่อปี ค.ศ.1932 ออกแบบโดย Ernest Hébrard สถาปนิกชาวฝรั่งเศส

Cua Bac Church แต่ตอนมาก็ปิดแล้ว

ขากลับวันนี้ไปทางตะวันตกของทะเลสาบ West lake เพื่อกลับโรงแรมแล้วพาร่างกายที่อ่อนล้าไปพักผ่อนนอนหลับสนิท ก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

เห็นโรงแรมแล้ว …ฝั่งนู้นแนะ

ของกินมากมาย แต่ไม่กล้ากินเท่าไหร่
คิดอย่างเดียว อยากกลับไปนอนให้เร็วที่สุด 555

มื้อเย็นต้องหากินเอง เอา KFC แถวโรงแรมนี่แหล่ะ

ราคาไม่ต่างจากไทย

รสก็ไม่ต่าง 555

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังกับการไปเวียดนามคือเงินควรแลกไปให้พอดี เพราะถ้าเหลือแลกคืนไม่ได้
ครั้งนี้โชคยังดีที่มีพี่กฟผ.อยู่ต่อสองคน เลยแลกเงินดอลล่าห์มาได้

3 December 2010

วันเดินทางกลับพร้อมกับความประทับใจในบ้านเมือง และผู้คน สักวันหนึ่งต้องกลับมาที่ประเทศนี้อีกแน่ (ตอนพิมพ์อยู่ก็กลับไปแล้วล่ะที่เวียดนามกลาง 555)

มื้อสุดท้ายที่เวียดนาม

สนามบินฮานอย ของแพงมาก ถ้าเงินดองหมดแล้วคงไม่อยากซื้อไรหรอก

กลับเมืองไทย

จนเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้เลยว่านั่นมันวัดอะไร ในไทยนี่แหล่ะ

ลองนั่งดูสักหน่อย อยู่ในช่วงทดลอง 15 บาทตลอดสาย

สถานีแถวพญาไทมั้งบน Airport rail link แล้วต่อแทกซี่กลับบ้าน

ขอบคุณเนื้อหาจาก : vietnamtourism.com, vietnam-beauty.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s