เที่ยวลาวเหนือ

ทริปจัดโดย อ.ธเรศ สมัยเรียน ป.โท ตอนแรกว่าจะไปในเวลาเรียนไปๆมาๆกลายเป็นเที่ยวนอกรอบตอนปิดเทอม เอาไงก็ได้ยังไงก็ไม่เคยไปลาวนี่นะ
ไกด์…คุณหมูน้อย คนขับรถ…อ้าย(ภาษาลาวแปลว่าพี่)กานนท์

12 – Oct – 2008

นั่งรถทัวร์ไปลงโรงแรมทิพย์ที่หนองคายเพื่ออาบน้ำก่อน (แต่ไม่มีใครอาบหรอก)ถึงจะเดินทางต่อเข้าลาว ไอนั่งรถยาวมันก็ไม่ได้สกปรกไรหรอก มาสกปรกตอนลงจากรถทัวร์นี่แหล่ะ แผล่ะ ขี้เลน เต็มๆ ขอเข้าไปล้างเท้าหน่อยเฮอะ

ลงไปล้างหน้า ล้างมือ และเท้าก่อนเดินทางต่อ

ผ่านด่านเข้าสู่ประเทศลาว

เข้าลาวมาความรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างจากบ้านนอกไทยเท่าไหร่ นั่งรถยาวทั้งวันจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบาง ถนนก็ดีมากๆๆเลย เด้งไปเด้งมาตลอดทาง

ระหว่างทางแวะกินอาหารกลางทางที่เขาว่าเป็นกุ้ยหลินเมืองลาวไรนั่น อาหารมื้อแรกในลาว…โอเคแฮะนึกว่าจะเป็นรสชาติกระเดือกไม่ลงแบบอาหารอีสาน(ในอีสาน)ซะอีก รสเหมือนอาหารอีสานในกรุงเทพมากกว่าแฮะ ส้มตำที่นี่เขาไม่ใส่ปลาร้า แต่ใส่กะปิ เออ กินได้ ดีๆ

สวย อากาศดี เย็นเหมือนภาคเหนือไทย

ไว้มีโอกาสอยากไปอีก

จอดพักเข้าห้องน้ำที่หมู่บ้านกลางเขา

ไปถึงหลวงพระบางก็เดินเที่ยวกลางคืนที่ ถนนคนเดิน ซะหน่อย เดินดูของเสร็จก็แวะร้านเมืองซัว(Swa) กันข้างในก็เป็นเทคมีคนลาวเต้นบัดสโลปเป็นท่าท๊อปฮิตของลาวต้องเต้นเป็นทุกคน (แต่พวกผมเรียกว่าเต้นบัดซบ) เต้นกันเหมือนเข้าแถวรำวง

ถนนคนเดิน อาจารย์ธเรศนำทางเอง

ขายของแฮนด์เมคมากมาย

อาคารแถวนี้สวยนะ อยากไปถ่ายอีก (ตอนนั้นใช้คอมแพค)

เต้นบัดสโลป การเต้นเหมือนรำวงเป็นระเบียบดี ไม่มั่ว

13 – Oct – 2008

เดินเข้าชม วัดวิชุนราช ข้างหน้าวัดก็มีการเตรียมกระทง(เข้าลอยกระทงกันวันออกพรรษา) กับพิธีไหลเรือไฟ ซึ่งวัดวิชุนนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2046 ในสมัยพระเจ้าวิชุนราช สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระบาง ซึ่งอาราธนามาจากเมืองเวียงคำ ภายในวัดวิชุนราชมีปทุมเจดีย์หรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ ซึ่งพระนางพันตีนเชียง พระอัครมเหสีของพระเจ้าวิชุนราชโปรดฯให้สร้างขึ้นในพ.ศ.2057 หลังจากสร้างวัดแล้ว 11 ปี ด้วยรูปทรงของเจดีย์มีลักษณะคล้ายแตงโมผ่าครึ่งทำให้ชาวเมืองหลวงพระบางเรียกว่า พระธาตุหมากโม เป็นทรงโอคว่ำ ยอดพระธาตุมีลักษณะคล้ายรัศมีแบบเปลวไฟของพระพุทธรูปแบบลังกาหรือสุโขทัย บริเวณมุมฐานชั้นกลางและชั้นบนมีเจดีย์ทิศทรงบัวตูมทั่งสี่มุม

วัดวิชุน

พระธาตุหมากโม

ข้างในมีของเก่าๆมากมาย

ชาวบ้านเตรียมงานลอยกระทง

พอเสร็จก็ไปลงเรือกันล่องแมน้ำโขงไป ถ้ำติ่ง ข้างในมีพระพุทธรูปมากมาย เขาว่าคนนำมาวางเพื่อให้เดินทางปลอดภัย เขาว่าเป็นถ้ำที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนความเชื่อของชาวลาวจากนับถือผี มานับถือพุทธศาสนา พระเจ้าโพธิสารราชทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามา และทรงใช้ถ้ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและมีการค้นพบพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18-19 กว่า 2,500 องค์ ส่วนใหญ่ทำขึ้นจากไม้ เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงินและทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด นับแต่นั้นมาถ้ำติ่งจึงเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางต้องไปสักการบูชาพระพุทธรูปในถ้ำ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาวทั้งเจ้ามหาชีวิต ข้าราชบริพาร พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปจะเดินทางไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนและถ้ำติ่งล่าง จากนั้นจึงไปไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดปากอู

ล่องเรือ (ถ่ายโดยคุณหมูน้อย)

บรรยากาศฝั่งแม่น้ำโขง

นี่แหล่ะ “ติ่ง”

ข้างในมีพระพุทธรูปมากมาย

ขึ้นจากเรือที่ท่าเทียบ

มีขายของดองแบบบ้านๆ

ต้มให้ดูว่าของจริง 55

 

...

 

ผ้าถุง

หลังกินข้าวไป พิพิธภัณฑ์ ข้างในห้ามถ่ายรูป ดูจากเครื่องตกแต่ง คนลาวสมัยก่อนก็ตัวอย่างใหญ่เลย

พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง

ในนี้ถ่ายรูปได้ เป็นรถเคลื่อนศพกษัตริย์มั้ง

– ต่อมาก็ไป น้ำตกตาดกวางสี ดีที่คนน้อย + น้ำแรง

สภาพรอบข้างยังอยู่ในขึ้นดีมาก

ละอองน้ำปกคลุมไปทั่ว

แต่ไม่ยักกะมีคนเล่นน้ำแฮะ

– ตอนเย็นขึ้น พระธาตุพูสี ดันไปเจอไอชายที่เรียนโยธาป.ตรีบอกอาจารย์นพดลก็จัดทริปมาลาวเหมือนกัน มิน่ามะคืนในตลาดคนเดินเห็นคล้ายๆนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ หลังจากนั้นอาจารย์ปล่อยให้เดินเล่นแถวๆนี้ เลยแยกเป็น 3กลุ่มกลุ่มอาจารย์2คน กลุ่มเด็ก3คน เหลือพี่ช้างไม่เข้าพวกฉายเดี่ยวคนเดียว เออ บ้านเมืองแถวนี้สร้างสวยดีแฮะ

ทางขึ้นสูง เรียกเหงื่อได้พอควรเลย

พระธาตุ

ขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกดิน

ชมเมืองหลวงพระบางเวลากลางคืน

สไตล์ออกฝรั่งหน่อยๆ

แถวนี้บ้านห้ามสร้างเกินสองชั้น

และรูปแบบอาคารต้องไปในแนวทางเดียวกันด้วย

14 – Oct – 2008

ตื่นมาทำบุญ ตักบาตรตอนเช้า เป็นกะติ๊บข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนๆแล้วใส่ อืม พระต้องไม่เลือกกินงี้สิ ถึงจะเรียกว่าละได้จริง พอเสร็จไปเดินตลาดตอนเช้าขายของส่งตรงจากป่า โห มีแต่ไรไม่รู้ นั่งแวะกินกาแฟ-โอวัลตินหน่อยก็เดินทางต่อ

เข้าแถวจองที่รอใส่บาตร

ข้าวเหนียวสำหรับใส่ ส่วนกับข้าวให้ไปใส่กับพระที่วัดหลังจากนี้

อยู่ในแถวใส่เสร็จจะตัดแถวพระไปถ่ายอีกฝั่งก็กระไรอยู่ ถ่ายยังงี้แหล่ะ

รถด่วนพิเศษ

ของป่า

ตลาดเช้า

วัดเชียงทองราชวรวิหาร ที่นี่มีผนังกระเบื้องโมเสกเล่าเรื่องราว แต่ทำไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช หลังจากสร้างวัดนี้ไม่นานพระองค์ก็ทรงย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทน์ และวัดนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์ดูแลจากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนากษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว วัดนี้เป็นจุดเด่นเพราะแสดงถึงสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง คือหลังคาพระอุโบสถที่แอ่นโค้งซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ลดหลั่นเกือบจรดฐานจนแลดูค่อนข้างเตี้ย ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองซึ่งชาวลาวจะเรียกว่า “ช่อฟ้า” ประกอบด้วย  17  ช่อ อันมีความหมายว่าเป็นพระอุโบสถ (ภาษาลาวเรียกว่า สิม) ของกษัตริย์ ซึ่งโดยทั่วไปวัดจะมีแค่ 1-7 ช่อฟ้าเท่านั้น

ต่อที่วัดเชียงทอง

มองไปจะเห็นพระนอนมั้ง

วิหารแดง ประวัติอาคารต่างๆในวัดหาอ่านได้ในเครดิตข้างล่างเลย 555

ในนี้เก็บรถขนศพของกษัตริย์มั้ง

งามอย่างเขาว่าแหล่ะ

ไม้สักทอง เขาว่าสีจริงไมไ่ด้ทา

ทองทั้งหลังจริงๆ

พระประธาน

ต่อมาเดินทางไป บ้านผานัม เป็นที่รวมหัตถกรรมชาวบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้ถูกกว่าในตลาดเท่าไหร่นัก แล้วก็ไปกินอาหารกลางวันที่ร้านตำหนักลาวเป็นที่สุดท้ายก่อนออกจาเมืองหลวงพระบาง มุ่งหน้าสู่เวียงจันทร์

บ้านผานัม ประมาณศูนย์ศิลปาชีพล่ะมั้ง คือของชาวบ้านที่แพงพิเศษ

มื้อสุดท้ายก่อน บ๊าย บาย หลวงพระบาง

กลางทางก็แวะลง เหตุผล…วิวสวย ลงมาถ่ายรูปกัน ดีนะไปกันแค่ 6คนรถตู้ทั้งกันก็มีก๊วนเดียวจะทำไรเลยสะดวกดี

เอารูปมาต่อกัน

แล้วก็แวะถ่ายรูปกลางสะพานที่ ผาตั้ง

ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแม่น้ำนั่นแหล่ะ

มาที่ ถาวรสุกรีสอร์ท (เขาใช้ ก. นะผมพิมพ์ตามเฉยๆ) บรรยากาศดี ติดริมแม่น้ำ มีแข่งเรือยาวกัน แต่แข่งเสร็จไปแล้ว

หลังมื้อเย็นก็เดินเล่นอีกร้านแถวนี้เป็นบาร์แบบนอน คือร้านนอนกินจริงๆ แล้วก็เดินหากระทงลอยกัน ที่นี่กระทงละ 14บาทเอง เรากับวัตเดินไปลอยกลางแม่น้ำด้วยความซ่า ให้ป้าลอยริมตลิ่งไป (น้ำมันตื้นอ่ะ)เทียนที่นู่ก็ดีมากหยั่งกะพลุไฟ ช่วงนี้ตรงกับที่ฝั่งไทยมีบั้งไฟพญานาคพอดี อาจารย์บอกไอพลุที่เด็กมันเล่นกันนี่แหล่ะ…ไม่พูดดีกว่า – -”

14 บาท

น้ำตื้นพอเดินได้ (ถ่ายโดยวัต)

15 – Oct – 2008

บริเวณรีสอร์ทยามเช้า

ตอนกลางคืนมองอะไรไม่เห็น สว่างแล้วงดงามทีเดียว

อาหารเช้า บาเกย์ หนมปังฝรั่งเศส 555

ระหว่างพวกอาจารย์ไปล่องเรือยามเช้า กลับไปนอนซักงีบละกัน 555

ถ้ำจัง เขาว่าคำนี้มาจากใครทำไรไม่ดีจะเกิดอาการ “จัง” ประมาณว่าตัวค้าง (คงเหมือนจังงังล่ะมั้ง) ข้างในเป็นที่อยู่ฤาษีเก่า กล้องไม่ดีถ่ายไม่ค่อยติดหรอกนะ มืด

สะพานข้ามไปถ้ำ

บริเวณทางเข้าถ้ำ

ไกด์บอกฝรั่งมาแล้วชอบว่ายน้ำลอดลงไปจะมีโพรงเขาตรงกลาง

ปากทางเข้าถ้ำสูงมาก

ภายในถ้ำเดินสบาย

ส่วนที่ส่องแสง เฟิร์นจะสามารถอยู่ได้

มาส่วนบนของถ้ำจะสามารถมองวิวลงไปข้างล่างได้

เสร็จแล้วไปแวะ เขื่อนน้ำงึม1 เขื่อนไม่ใหญ่มาก

เขื่อนน้ำงึม 1

วิวจากร้านอาหารน้ำงึม

ตอนเย็นแวะ ตลาดจีน ซึ่งมีแต่ของเกรดต่ำ+เก๊ ที่ซื้อหวยรางวัลที่1 ..รถวีโก้+เงินแสนนึง อืม รางวัลไทยล่อใจกว่าแฮะ แต่หยั่งว่าลาวเขาซื้อไรต้องเงินสดนี่นะ รถคันนึงนี่ซื้อทียากลำบาก

พรุ่งนี้รวยๆ

แวะประตูชัยเห็นรังผึ้งก้อนอย่างใหญ่แปะอยู่ข้างบนด้วย

มาลาวเหนือแล้วต้องผ่านที่นี่

ประตูชัย

อาหารเย็นเป็นแหนมเนือง กับไรไม่รู้คล้ายๆสุกี้

เหมือนๆสุกี้น่ะแหล่ะ

16 – Oct – 2008

พระธาตุหลวง เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัยพุทธศักราชที่ 236 โดยมีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมากราบทูลพระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้นให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำมีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นทรงมีพระบัญชาให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและวัดพระธาตุหลวงใต้

สมเด็จพระเจ้าอภัยพุทธบวรไชยเชษฐาธิราช ผู้รวบรวมศิลปะล้านช้าง

ยิ่งใหญ่

หอพระแก้ว เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปีพ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป

ทางเข้า

หอพระแก้ว

แกะสลักละเอียดดี

บริเวณรอบคล้ายๆวัดไทย (ใหญ่ๆ)

ต่อมาไป ตลาดเช้า ขายนาฬิกาเรือนหมื่นในราคา 1-3พัน เขาว่าแท้ แต่มีโรงงานผลิตในลาว…อ้าว แวะกินกลางวันเป็นบุฟเฟต์ที่ร้านขอบใจเด้อ ก่อนกลับไทย

มื้อสุดท้าย บ๊าบ บาย ประเทศลาว

มาถึงเร็วประมาณ 2 ชม.พอมาหนองคาย คุณคนขับรถก็ไม่รู้รีบไรปล่อยลอยแพเฉย อ้าว ดีมาตั้ง 4วัน มางอแงวันสุดท้าย เวลาเหลือๆเลยเที่ยวแถวหนองคาย ศาลาแก้วกู่ – ท่าเสด็จ – วัดพระใส

พระใส

ท่าเสด็จ

ศาลาแก้วกู่

พอถึงรถไฟมาแกะข้าวกล่องคือ หมูกระเทียมไข่ดาว จากร้านแดง (ในโปรแกรมคือกินแหนมเนือง) แถมหมูกระเทียมนี่ก็ แข็ง+เค็มไม่มีใครกินหมดซักคน ตกดึกนอนบนรถไฟ เอ้อ หลับสบาย ดีกว่าที่คิดแฮะ

ขึ้นรถไฟกลับ

ไม่ได้ขึ้นมา 10 กว่าปีแล้ว ก็ดีแฮะ

จบทริปประเทศลาว บ้านพี่เมืองน้องที่อบอุ่น มานั่งพิมพ์แล้วก็อยากไปอีก

ขอบคุณเนื้อหาจาก : oceansmile, www.louangprabang.net

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s